1/30/2555

Carbohydrate คาร์โบไฮเดรต


Carbohydrate (คาร์โบไฮเดรต)

เป็นสารอาหารที่มี คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน (Carbon, Hydrogen and Oxygen) เป็นองค์ประกอบสำคัญ คาร์โบไฮเดรตที่มีในอาหาร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม


พวกที่เป็นน้ำตาล - คาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานและละลายน้ำได้ แบ่งออกได้ 

  1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ โมโนแซ็กคาไรด์ Monosaccharide เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีก สามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ตัวอย่างของน้ำตาลชนิดนี้ คือ กลูโคส , ฟรุกโตส , และแกแล็กโตส
    sugar
    • Glucose (กลูโคส) พบในผักและผลไม้ที่มีรสหวาน

    • Fructose (ฟรุกโตส) มีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบในน้ำผึ้งและผัก ผลไม้ที่มีรสหวานเช่นกัน

    • Galactose (แกแล็กโตส) พบในน้ำนม

  2. น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็กคาไรด์ Disaccharides เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดจากการรวมตัวของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้ น้ำตาลชนิดนี้ เมื่อกินเข้าไป ร่างกายจะย่อยสลาย ให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน จึงดูดซึมไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างของน้ำตาลชนิดนี้ คือซูโครส หรือ น้ำตาลทรายมอลโทส และ แล็กโทส (Sucrose , Maltose or Malt Sugar and Lactose)

  3. Sucrose (ซูโครส) พบในผักและผลไม้ เช่น อ้อย ตาล มะพร้าว หัวบีท ฯลฯ Sucrose แตกตัวออกจะได้ Glucose (กลูโคส) และ Fructose (ฟรุกโตส) อย่างละ 1 โมเลกุล

  4. Maltose (มอลโทส) พบใน ข้าวบาร์เลย์ หรือ ข้าวมอลต์ ที่นำมาทำเบียร์ เครื่องดื่มมอลต์ต่างๆ Maltose เมื่อแตกตัวออกจะได้ Glucose (กลูโคส) 2 โมเลกุล

  5. Lactose (แล็กโทส) พบในน้ำนม Lactose เมื่อแตกตัว จะได้ Glucose (กลูโคส) และ Galactose (แกแล็กโตส) อย่างละ 1 โมเลกุล

พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล - เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีรสหวาน ละลายน้ำยากหรือไม่ละลายเลย

กลุ่มที่ไม่ใช่น้ำตาลนี้ เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ Monosaccharide โมโนแซ็กคาไรด์ จำนวนมาก เกาะรวมตัวกัน เป็นสารที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน เรียกว่า Polsaccharide (พอลิแซ็กคาไรด์) ตัวอย่าง ของ Carbohydrate (คาร์โบไฮเดรต) กลุ่มนี้ ได้แก่
Fruit

  1. Flour (แป้ง) เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่พืชเก็บสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ ส่วนของเมล็ด ราก หรือ หัว

  2. Cellulose (เซลลูโลส) เกิดจาก กลูโคส ประมาณ 50,000 โมเลกุล เชื่อมต่อกันเป็นสายยาว ขนานกัน และ มี แรงยึดเหนี่ยวระหว่างสาย จึงมีลักษณะเป็นเส้นใยพบในพืช โครงสร้างส่วนใหญ่ของพืชเป็น เซลลูโลส โดยเฉพาะที่ เปลือก ใบ และเส้นใยที่ปนอยู่ในเนื้อผลไม้

    ร่างกายคนเราไม่สามารถย่อยสลายเซลลูโลสได้ แต่จะขับถ่ายออกมาในลักษณะของกาก ที่เรียกว่า เส้นใยอาหาร , เส้นใยอาหาร ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ขับถ่ายสะดวก พืชประเภทผัก และถั่ว ผลไม้ มีเซลลูโลสอยู่ปริมาณสูง จัดเป็นแหล่งที่ให้เส้นใยอาหาร จึงควรกินเป็นประจำทุกวัน ประมาณ 20 - 36 กรัม ต่อวัน

  3. Glycogen (ไกลโคเจน) เป็นคาร์โบโฮเดรตประเภทแป้ง ที่สะสมอยู่ในร่างกายของคน และ สัตว์ ไม่พบในเซลส์พืช พบมากใน ตับ และ กล้ามเนื้อ บางทีเรียกว่า แป้งสัตว์ มีส่วนประกอบคล้ายแป้ง แต่มีกิ่งก้านมากกว่า เมื่อแตกตัวออกจะได้กลูโคส เมื่อปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง หรือร่างกายขาดสารอาหาร ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนเป็น Glucose (กลูโคส) เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายต่อไป ไกลโคเจนประกอบ ด้วยกลูโคสประมาณ 10,000-30,000 โมเลกุล
คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารหลัก ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายนำมาใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่างกายต้องใช้พลังงาน จากคาร์โบไฮเดรต ในแต่ละวันประมาณร้อยละ 50 - 55 ของพลังงานทั้งหมด ที่ได้รับจากอาหาร ดังนั้น การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตประเภทแป้งให้ได้ปริมาณ 300 - 400 กรัมต่อวัน เป็นปริมาณที่เพียงพอกับปริมาณพลังงาน ที่ร่างกายต้องการ
Continue reading...

1/29/2555

Protein Consumption : โปรตีนแต่ละวัน


ควรทานโปรตีนเท่าไรในแต่ละวัน

อย่างที่รู้ๆ กัน ปัจจุบันนี้การทานให้ครบห้าหมู่กลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนเมือง ที่มีชีวิตแบบรีบเร่ง อยู่ตลอดเวลา หยวนๆ กินให้อิ่มแล้วรีบไปทำงานกันซะส่วนใหญ่ แถมพอมีเวลาบ้าง ก็ทานตามร้านอาหาร ทางหนึ่งเพื่อเป็นการพักผ่อน พบปะ เพื่อนฝูง อีกทาง บั่นทอนกระเป๋าตังค์แก้เซ็ง

แต่ละคนก็มีความชอบที่ต่างกัน บางคนชอบทานอาหาร กลุ่มคาร์โบไฮเดรต อย่าง ขนมปัง บางคนชอบขนาดที่ว่า ถ้าขนมปังหน้าตาไม่เหมือนกัน ต้องลองชิมเลยว่ารสชาติต่างกันตรงไหน

บ้างก็ทานข้าวแยะมากๆ ไม่งั้นไม่อิ่ม จริงๆ แล้วจะดีกว่า ถ้าเราสามารถจัดสรร กลุ่มอาหารต่างๆ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายเรา เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ยืนยาว

อย่างที่เราเคยเรียนกันมาว่า ควรทานอาหารให้ครบ ห้าหมู่ในแต่ละวัน อย่าง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ แล้วปริมาณที่เหมาะสม สำหรับร่างกายแต่ละคน นั้นควรเป็นปริมาณเท่าใด
protein ,meat
Protein,shrimp

โปรตีน เราต้องการโปรตีนเท่าไร
ร่างกายคนเราต้องการโปรตีน ในการเสริมสร้างการเติบโต พอโตเต็มที่ ก็ใช้ในการซ่อมแซม โปรตีน จึงเป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้เลย แต่บริโภคมาก พานจะอ้วนเกินไปอีก เพราะงั้นปริมาณที่เหมาะๆ สำหรับแต่ละคน เราสามารถคำณวนได้ตามน้ำหนักของแต่ละบุคคลเลย

สูตรหาปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมแต่ละวัน
  1. สูตรนี้ใช้น้ำหนักของเราที่เป็นกิโลกรัมแล้วนนำมาคูณกับอัตราคูณ ช่วง 0.8 ถึง 1.8 เพื่อหาปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมกับร่างกาย (หน่วยเป็นกรัม)
  2. กรณีที่ใช้น้ำหนักหน่วยเป็นปอนด์ ต้องนำน้ำหนักปอนด์ หารด้วย 2.2 เพื่อให้ได้น้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัม แล้วจึงนำไปคำนวณตามข้อ 1
เงื่อนไขการใช้ตัวคูณ 0.8 -1.8 กรัม
  1. ตัวคูณ 0.8 ใช้สำหรับคนสุขภาพปกติ และไม่ได้มีกิจกรรมในวันมาก
  2. ส่วนตัวคูณที่สูงขึ้น เช่น ช่วงระหว่าง 1 ถึง 1.8 ใช้สำหรับผู้ที่มี ความเครียด, กำลังตั้งครรภ์, อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย หรือ ผู้ที่ออกกำลังกายหนักอย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงเป็นผู้ที่มีความต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูงกว่า
ตัวอย่าง :
  1. น้ำหนักเป็น ปอนด์ ให้แปลงน้ำหนัก ให้เป็น กิโลกรัม ซะก่อน เช่น น้ำหนัก 154 ปอนด์ (lbs) แปลงตามสูตร ได้ 70 (kgs)
    • 154 lbs / 2.2 = 70 kgs.

  2. การหาปริมาณบริโภคโปรตีน สำหรับ ชายน้ำหนัก 70 กก. ที่ออกกำลังกาย และยกน้ำหนัก อย่างสม่ำเสมอ จึงต้องใช้ตัวคูณช่วง 1-1.8 ในที่นี้เลือกใช้ 1.5
    • 70 กก. x 1.5 = 105 กรัมต่อวัน

ผลลัพท์คือ ผุ้ชายที่น้ำหนัก 70 กิโลกรัม หรือ 154 ปอนด์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปริมาณบริโภคโปรตีนที่เหมาะสม อยู่ที่ 105 กรัมต่อวัน
Continue reading...

1/28/2555

Botox Effect ผลกระทบจากการฉีด โบท็อกซ์


ผลกระทบจากการฉีด โบท็อกซ์


ในสหรัฐอเมริกา มีการฉีดโบท็อกซ์เป็นจำนวนมาก จึงได้มีการรวบรวมสถิติ และพบว่าการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซินไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่อาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อย ถึง ปานกลาง และมักหายไปใน 1-2 สัปดาห์
และผลข้างเคียงต่างๆ ที่ตามมาหลังจากการฉีด ได้แก่
  • อาจมีอาการปวดศีรษะ หรือ รู้สึกเจ็บๆ คันๆ บางคนอาจมีรอยช้ำ เกิดจาก เข็มฉีดยาแทงทะลุหลอดเลือดแตก ส่วนใหญ่มักเกิดจากการฉีดบริเวณหางตา
  • เกิดอาการคิ้วหรือหนังตาตก ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ฤทธิ์ของโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botox), จากเทคนิคการฉีด หรือ จากการที่สารนี้ ไหลไปยังบริเวณกล้ามเนื้อที่ ควบคุมการหดตัวของเปลือกตา
  • อาการปวดบวมบริเวณที่ฉีด
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉพาะที่
lady from favlens.com ที่สำคัญหลังการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน ไม่ควรบีบนวดบริเวณที่ฉีดยา และไม่ควรนอนภายใน 3 ชั่วโมงหลังฉีด เพราะอาจทำให้ยาไหลไปกล้ามเนื้อมัดอื่น
ค่าใช้จ่ายการฉีดโบท็อกซ์ นั้น ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณของสารที่ใช้, สถานพยาบาล และ ประสบการณ์ของแพทย์
อย่างที่ได้กล่าวแต่ต้นว่า โบท็อกซ์ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ ก็มีข้อห้ามสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ หรือ ใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ที่ควบคุมกล้ามเนื้อ แม้ว่าในหญิงมีครรภ์ หรือ ที่กำลังให้นมบุตร ไม่เคยมีรายการว่าเกิดอันตราย แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยง การรักษาด้วยวิธีนี้
การใช้ โบทูลินั่ม ท็อกซิน จัดว่าเป็นการรักษาที่ได้ผลดี และปลอดภัย หากทำด้วยแพทย์ที่มีความชำนาญ ไม่ว่าเพื่อการรักษาโรค หรือ หรือฉีดเพื่อเสริมความงาม และใช้รักษาในผู้ที่ไม่มีข้อห้ามการใช้ และผู้ที่ได้รับการรักษานั้น ก็สามารถดูแลและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง
Continue reading...

1/24/2555

Sunlight-UVA-UVB แสงแดด กับ UVA UVB



เป็นที่ทราบกันดี ว่า แสงแดด มีความสำคัญในการสร้างวิตามินดี ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะในวัยเด็ก การไม่ได้รับแสงแดดมากพอ อาจทำให้พบปัญหากระดูกอ่อนในวัยเด็ก และกระดูกบางในวัยสูงอายุได้ แต่ทุกสิ่งมีสองด้านเสมอ แสงแดดให้ประโยชน์กับร่างกายมนุษย์เรา ในทางเดียวกัน การได้รับแสงแดด เป็นระยะเวลายาวนาน อาจทำให้ ผิวหนังไหม้แดง ผิวคล้ำและเกิดริ้วรอย

ในแสงแดด มีรังสียูวี ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังอยู่ 2 ชนิด

    แสงแดดในทุ่งทานตะวัน-sunshine and sunflower
  • รังสี UVA มีความยาวคลื่น 320-400 นาโน (nm) ส่องมายังพื้นโลก ด้วยปริมาณที่สูงกว่า UVB ถึง 20 เท่า แต่เนื่องจากมีความยาวคลื่น ที่ยาวกว่า ดังนั้นการทำให้ผิวแดงด้วยรังสี UVA ต้องใช้พลังงานมากกว่า รังสี UVB ถึง 1000 เท่า และ ต้องใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
  • แต่เพราะ ร้อยละ 30 ของรังสี UVA สามารถส่องผ่านลงไปได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ และสามารถส่องผ่านกระจกได้ ไม่ว่าจะยู่ในอาคารหรือในรถ ก็ยังได้รับรังสี UVA

    แม้จะไม่ทำให้ผิวหนังแดง แต่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ เส้นใยอีลาสติน คอลลาเจน และหลอดเลือดได้

    กระบวนการนี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ผ่านกลไก ของการอักเสบของหนังแท้ แต่เกิดจากอนุมูลอิสระ หรืออาจกล่าวได้ว่า รังสี UVA อาจมีบทบาทสำคัญ ในการเกิดมะเร็งผิวหนังจากเม็ดสี Melanoma


  • รังสี UVB มีความยาวคลื่น 290-320 นาโน (nm) คิดเป็นปริมาณประมาณ10% ของแสงแดดทั้งหมดที่ผ่านมายังผืนโลก

  • รังสี UVB มีฤทธิ์ทำลายผิวหนังสูงกว่า รังสี UVA ด้วยเวลาประมาณ 15-30 วินาที รังสี UVB ก็สามารถทำให้ เกิดอาการผิวไหม้แดง




แหล่งข้อมูล:ที่ระลึกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย วาระครอบรอบ 36 ปี
Continue reading...

1/23/2555

Mangosteen juice:น้ำมังคุด เพื่อสุขภาพ


ประโยชน์ของน้ำมังคุด

หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำเสนอเรื่องผลกระทบจากการบริโภคน้ำมังคุดที่มีต่อสุขภาพ

ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ได้เปิดเผยว่า

คณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ มังคุดมากว่า 30 ปี จึงขอนำเสนอข้อมูล ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มังคุด


"มังคุด" ผลไม้ไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้”

โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่า มังคุดสามารถปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล โดยการลดการหลั่งสาร Interleukin I และ Tumor Necrosis Factor ซึ่งตามหลักวิชาของภูมิคุ้มกัน จะทำให้ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ภูมิตัวเองและการอักเสบ เช่น ตับเสื่อม ไตวาย เบาหวาน ตับเสื่อม ข้อเข่าอักเสบ ความดันโลหิต โรคพาร์กินสัน ไทรอยด์เป็นพิษ และความผิดปกติของสมองอันเกิดจากการอักเสบ
“มังคุด” ยังเพิ่มการหลั่งสาร Interleukin II ของเม็ดเลือดขาว ซึ่งตามหลักวิชาของภูมิคุ้มกัน จะทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรือเซลล์มะเร็ง
Mangosteen
ปัจจุบัน “น้ำมังคุด” มีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และ ส่งออกไปจำหน่ายกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา, ยุโรป,รัสเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย
ขณะนี้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรฯ ร่วมกับ Asian Phytoceuticals Public Company Limited ได้ร่วมกันทำการศึกษาผลของการบริโภคน้ำมังคุด เป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน วันละ 300 มล. สำหรับเป็นอาหารของผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้าย ซึ่งดำเนินการโดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะเดียวกันจะมีการศึกษาควบคู่กันไปในมหาวิทยาลัย ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศ สหรัฐอเมริกา และ ในเครือข่าย ในมหาวิทยาลัยในประเทศอิตาลี

Continue reading...

1/22/2555

Acne in Teenagers: เรื่องสิว สิว


สิว-มักพบได้บ่อยมากในวัยรุ่น Teenage(Thirteen-nineteen)หรือ ช่วงวัยทีน

sponsored


และเป็นคุณลักษณะที่บอกถึงการเข้าสู่วัยเจริญพันธ์


ช่วงอายุที่เป็นสิวมากที่สุด คือ ช่วงวัยรุ่นตอนกลางจนถึงก่อนเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเต็มตัว

แม้การเป็นสิวไม่ได้เป็นอันตราย แต่กลับส่งผลอย่างมาก ต่อความมั่นใจ บุคลิกภาพ และการเข้าสังคม

ใต้ผิวของเรา มีต่อมขนประกอบด้วยไขมันและเส้นขน ปกติเมื่อต่อมไขมัน ผลิตไขมัน (sebum)แล้วไขมัน จะถูกส่งตามท่อไปเส้นขน แล้วระบายออกทางผิวหนังภายนอก
teenagers
แต่เชื่อว่าการที่ไขมันถูกระบายออกสู่ผิวหนัง ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำทางผิวหนัง ช่วยให้ผิวนุ่มและเนียนเรียบ อีกทั้งมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา
สิวจึงมักพบมากบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น แผ่นหลัง หนังศีรษะ ใบหน้าบริเวณ ทีโซน และหน้าอก เมื่อสิวหายแล้วอาจมีรอยแดง รอยดำ หรือรอยแผลเป็น

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เป็นสิว

ก็เพราะเกิดการอักเสบของต่อมจน และ การอักเสบของต่อมขนก็มีต้นเหตุจากปัจจัยอื่นต่างๆ ดังนี้
  • เซลล์ที่ขนเกิดการแบ่งตัวมากผิดปกติ ทำให้ไขมัน และ เคราตินจากแบคทีเรีย หรือเรียกอีกอย่างว่า "ขี้ไคล" ถูกปิดกั้นทางออก และสะสมอยู่ในต่อมขน เมื่อไม่สามารถระบายออก จึงเกิดตุ่ม Comedone ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิว
  • ต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไป และไปสะสมในต่อมขน ทำให้ คอมีโดน Comedone ขยายขนาดมากขึ้น หรือ เกิดการอักเสบที่ตอ่มขนนั้นๆ
  • เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย บริเวณที่เป็นสิว และ เกิดการกระตุ้นให้การอักเสบ ขยายวงกว้าง เป็นตุ่มนูน ตุ่นหนอง เป็นถุงน้ำ (Cysts)
  • การล้างหน้าเป็นการลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ ก็จริง แต่การล้างหน้าบ่อยๆเกินไป หรือ การใช้ ผงขัด,สครับ ด้วยจำนวนครั้งที่ถี่เกินไป อาจกลับกลายเป็นการทำให้เป็นสิว เพราะการขัดลอกผิวหน้า ทำให้ต่อมขนถูกทำลาย อีกทั้ง การใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ผสมยาฆ่าเชื้อ (Chlorhexidine และ Triclosan) ไม่สามารถลดจำนวนสิวได้ แต่อาจทำให้เกิดความระคายเคืองและเป็นผื่นได้การล้างหน้าควรล้างอย่างเบามือ และหากเป็นสิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อเจล Gel Based และหลีกเลี่ยง ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เช่น Lotion,Oil based
sweet
นอกจากนี้ เรื่องของอาหารก็นับว่ามีความเกี่ยวพันกัน และอาหารที่เชื่อว่า กระตุ้นให้เกิดสิวได้ คือ อาหารที่มีน้ำตาลสูง อย่าง ขนมหวาน,ไอศกรีม, อาหารที่ทำจากแป้งขาว, อาหารจานด่วน, ฟาสต์ฟู้ด, ขนมปังขาว อาหารที่ทำจาก นม, ช็อคโกแลต
ส่วนอาหารที่เชื่อว่าจะช่วยให้อาการเป็นสิวดีขึ้น คือ กรดไขมันโอเมก้า 3, สังกะสี, สารต้านอนุมูลอิสระ,วิตามินเอ และ ไฟเบอร์
Continue reading...
 

To live healthy Copyright © 2009 Cosmetic Girl Designed by Ipietoon | In Collaboration with FIFA
Girl Illustration Copyrighted to Dapino Colada