1/31/2556

Oilve Oil น้ำมันมะกอกดีอย่างไร


น้ำมันมะกอก Olive oilเป็นไขมันที่ได้มาจากมะกอก ซึ่งเป็นพืชดั้งเดิมของลุ่มน้ำเมดิเตอร์เรเนียน และน้ำมันที่ได้มาจากการผลิต ด้วยวิธีการบดมะกอก และสกัดน้ำมันโดยใช้เครื่องกลหรือสารเคมี


น้ำมันมะกอกมักนิยมใช้ปรุงอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นที่ทราบกันดีว่า น้ำมันมะกอกช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลชนิดเลวให้อยู่ในระดับต่ำ และส่งผลดีต่อหัวใจ

และยังมีผลจากการศึกษาเรื่องน้ำมันมะกอกที่ฟิลาเดลเฟีย ได้บ่งชี้ว่าสารประกอบในน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธ์ยังออกฤทธิ์คล้าย ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์
เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน แต่ไม่ส่งผลข้างเคียงเหมือนแอสไพรินที่กัดกระเพาะอาหาร แต่การจะบริโภคน้ำมันมะกอกเพื่อแก้อาการปวดหัว คุณอาจต้องดื่มมากถึง 500 มิลลิลิตร

เพราะปัจจุบันเชื่อกันว่าการอักเสบมีอิทธิพลต่อโรคหลอดเลือดต่างๆ โรคมะเร็งบางชนิด และ โรคหลงลืมในผู้สูงอายุ ซึ่งนั่นเป็นการอธิบายว่า อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกจะช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้
Olive

ในขณะที่น้ำมันมะกอกมีข้อดีอยู่มากมาย แต่การเลือกใช้ก็นับว่าสำคัญมากเช่นกัน น้ำมันมะกอกที่จำหน่ายตามซุปเปอรมาร์เก็ต จะพบว่ามีอยู่หลายชนิด
ความแตกต่างการเลือกใช้น้ำมันมะกอกก็ขึ้นอยู่กับว่านำไปปรุงอาหารประเภทไหน
  • น้ำมันมะกอกแบบ Extra Light เหมาะกับอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงๆ เช่น การทอด
  • Pure Olive Oil เหมาะกับการผัดหรือการปรุงอาหารที่ใช้เวลาไม่นาน
  • Extra Virgin Olive Oil หรือถ้ามีระบุว่า First Cold Press (บีบเย็น) เหมาะที่จะเป็นส่วนผสมของน้ำสลัด หรือทานกับผักสดโดยไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อน และน้ำมันมะกอกที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบ Cold Press เป็นน้ำมันมะกอกที่มีกลิ่นหอม แต่ห้ามไปถูกความร้อนเด็ดขาด

นอกจากการใช้ในการปรุงอาหาร น้ำมันมะกอกยังถูกนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง, ยา และสบู่ รวมถึงเป็นเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันโคมไฟแบบดั้งเดิม
salad and chips

เครดิต :
วิกิพีเดีย
สรรสาระ reader's digest
Continue reading...

1/14/2556

เป็นตะคริวแล้วควรทำอย่างไร


ตะคริว เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและไม่สามารถควบคุมให้คลายตัวได้และตะคริวมีโอกาสเกิดได้จากหลายสาเหตุ
  • ร่ายกายขาดน้ำและเกลือแร่มากๆ ซึ่งนอกจากทำให้มีโอกาสเป็นตะคริวแล้ว ยังส่งผลเสียอื่นต่อร่างกายอีก คือ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารและผิวพรรณไม่สดใส

  • การทำงานมากๆ จนเมื่อยล้า หรือ นั่งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงแขนขาได้สะดวก

  • และสาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ ความเครียดของเรานั่นเอง การตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างสม่ำเสมอ

  • คนที่ร่างกายอ่อนแอหรือขาดการออกกำลังกายที่ดีพอ

  • ยาบางประเภททีส่งผลข้างเคียงต่อการเป็นตะคริว เช่น กลุ่ม diuretics (ยาเม็ดน้ำ) nifedipine, cimetidine, salbutamol, ยากลุ่ม statin, terbutaline, ลิเธียม clofibrate, penicillamine, phenothiazines และกรด nicotinic

  • ระดับเกลือแร่โซเดียม หรือโพแทสเซียม ในกระแสเลือดสูงหรือต่ำเกินไป
  • คนไข้ที่ได้รับการฟอกไตบางราย

  • หญิงตั้งครรภ์
  • คนไข้โรคกับต่อมไทรอยด์ underactive
  • ผู้ที่ติดสุราเพราะในร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์สูงเกินไป
  • ความผิดปกติของเส้นประสาท
  • และยังพบในผู้ป่วยอื่นๆ เช่น โรคตับแข็ง, โรคหลอดเลือด หรือผู้ที่ได้รับสารพิษตะกั่ว,
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับร่างกายคนเรา

โดยปกติแล้ว ตะคริว มักเกิดขึ้นในเวลาที่พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางคืน ระยะเวลาอาจแค่เสี้ยววินาที หรือ ประมาณ 2-5 นาที ซึ่งถ้าใครที่เป็นบ่อยก็จะพบว่า ตะคริว จะคอยรบการพักผ่อนอยู่บ่อยๆ และพบการเป็นตะคริวในคนสูงอายุมากกว่า

ซึ่งเมือเป็นตะคริวแล้วอาการปวดอาจต่อเนื่องไปทั้งวันก็เป็นได้และวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือ การดันหรือยืดให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งคลายตัวออกช้าๆ อย่างสม่ำเสมอ
ความเครียดคือสาเหตุข้อหนึ่งทำให้เป็นตะคริว

เช่น ถ้าเป็นตะคริวที่น่องขณะที่นอนอยู่ ใช้มือนวดกล้ามเนื้อน่องบริเวณที่เป็นตะคริว โดยนวดลงไปทางข้อเท้าหลายๆครั้งเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง

ถ้านั่งเก้าอี้อยู่ให้ใช้วิธีดันปลายเท้ากระดกขึ้นช้าๆ หรือลงมายืนตรง เมื่อกล้ามเนื้อน่องยืดตะคริวจะคลายตัวอาการเจ็บจะน้อยลง

หรืออาจยืนหันหน้าเข้าหากำแพงโดยเท้าสองข้างห่างออกจากกำแพง 2-3 ฟุต โน้มตัวลงใช้มือจับกำแพงไว้ทำเหมือนจะวิดพื้น ท่านี้จะเป็นการยืดกล้ามเนื้อน่องได้เช่นกัน

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ กระตุกหรือ กระชากอย่างรุนแรงรวดเร็ว เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้

อาการของตะคริวแม้ไม่ส่งผลถึงชีวิต แต่ก็นับว่าอันตรายมากหากเป็นตะคริวในช่วงที่ไม่เหมาะสม เช่น ขณะขับรถ, ว่ายน้ำ ฯลฯ หรือกิจกรรมที่หยุดในทันที่ไม่ได้



credit:
พบหมอศิริราช: โดย อ.น.พ. ยงชัย นิละนนท์
www.patient.co.uk
Continue reading...

12/30/2555

จะเลือกซื้อเครื่องสำอางอย่างไร


การเลือกซื้อเครื่องสำอาง


เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องสำอาง
ตามที่องค์การอาหารยาให้คำแนะนำไว้มีดังนี้

  1. อย่าซื้อตามคนอื่น หรือเพราะคำแนะนำ ควรเลือกซื้อให้เหมาะสมกับผิวตนเอง หากได้ทดสอบก่อนใช้ก็ดี ซึ่งอาจเป็นสินค้าตัวอย่าง ให้ทดลองทาที่ท้องแขนหรือหลังใบหู เช้า-เย็น โดยไม่ต้องเช็ดออก ประมาณ 5-7 วัน ถ้าไม่มีอาการแดง คัน หรือผื่นแพ้ ก็สามารถลองใช้กับใบหน้าได้

  2. ให้ความใส่ใจกับแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางที่ไม่ทราบแห่งผลิตที่ชัดเจน เพราะอาจได้เครื่องสำอางปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

  3. การซื้อแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องซื้อขนาดใหญ่หรือปริมาณมาก เนื่องจากบางครั้งอาจเป็นการฝากซื้อจากต่างประเทศซึ่งราคาถูกกว่าการซื้อที่เมืองไทย การซื้อปริมาณมากๆ อาจทำให้เครื่องสำอางเสื่อมคุณภาพถ้าเก็บดูแลไม่ดีพอ หรือถ้าเครื่องสำอางมีขนาดใหญ่มากเมื่อเปิดใช้นานไป อาจมีเชื้อโรคปนระหว่างการใช้

  4. ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางเก่า มีสี กลิ่น หรือ ความข้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

  5. ให้สังเกต ภาชนะที่บรรจุเครื่องสำอางต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด หรือ แตก เพราะอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

  6. ป้ายฉลากเครื่องสำอาง ควรอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ฉีกขาด มีข้อความและรายละเอียดชัดเจน เช่น ชื่อ ชนิดเครื่องสำอาง ชื่อที่อยู่ของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และวันที่หมดอายุ ปริมาณสุทธิ วิธีใช้ และคำเตือนในการใช้

  7. ถ้าสงสัยว่าเครื่องสำอางที่สนใจนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ที่เวปไซต์ ขององค์การอาหารและยา www.oryor.com หรือ เวปไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนัง www.dst.or.th

Credit:
หนังสือที่ระลึกเนื่องในวาระครบรอบ 36 ปี สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
โดย ผศ. พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์
Continue reading...

12/14/2555

แพ้เครื่องสำอางหรือไม่ รู้ได้อย่างไร


ในยุคที่ความสวยยอมกันไม่ได้ คงแทบไม่มีใครเลยที่ไม่เคยใช้เครื่องสำอาง แต่ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า เครื่องสำอาง ก็คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ ทา,ถู,นวด,พ่น,หยอด,ใส่,อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนใดส่วนหนึ่งต่อร่างกายเพื่อความสะอาด, ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม เพราะงั้น ไม่ว่าจะไนท์ครีม, บอดี้โลชั่น, ลิปบาล์ม ก็รวมเป็นเครื่องสำอางทั้งนั้น ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือสวยขึ้น หล่อขึ้น และ ดูดีขึ้น


เมื่อเครื่องสำอางอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ และผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจำหน่ายมีมากมายเยอะแยะ ซึ่งก่อนใช้นั้นน่ะเราจะจินตนาการไว้เริ่ดหรู ตามคำพีอาร์ของแต่ละแบรนด์

มีหลายคนก็บอกว่าก่อนซื้อให้ทดลองทาผิวที่ท้องแขนทิ้งไว้ว่ามีอาการแพ้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการแพ้เครื่องสำอางจะยังไม่เกิดทันทีที่เริ่มใช้ แต่มักจะค่อยๆ เป็น จนไม่ทันสังเกตว่าจะแพ้ เพราะกว่าจะเป็นเครื่องสำอางแล้วมาขายมีขั้นตอนทดสอบหรือทดลองใช้กันมาบ้างแล้ว

อาการที่สงสัยได้เลยว่าอาจแพ้เครื่องสำอางเข้าแล้ว

natural-looking makeup
  • อาการปวดแสบ ปวดร้อน มีอาการคันหรือรู้สึกว่าคันยิบๆ
  • มีผื่นแดงคัน ถ้าหากแพ้มาก อาจเป็นตุ่มแดง, ตุ่มน้ำ, ผิวเป็นขุย
  • มีผื่นแดงบวม แบบลมพิษ
  • มีผื่นดำ ผิวหมองคล้ำ
  • หน้าเริ่มเป็นรอยด่าง
  • มีเม็ดผดเล็กๆ ไม่คัน ลักษณะคล้ายสิวเม็ดเล็ก
เมื่อไรก็ตามที่คุณมีอาการเหล่านี้ ให้หยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นทันที หากมีอาการดีขึ้น ก็อาจแสดงว่าเครื่องสำอางตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้

ประเภทของเครื่องสำอางที่มักทำให้เกิดผลข้างเคียง

  • กลุ่มที่มีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงข้างเคียงสูง
    1. น้ำยายืดผม
    2. ครีมที่ทำให้ผิวขาว
    3. ครีมรักษาฝ้า
    4. น้ำยาหรือครีมขจัดขน
  • กลุ่มที่มีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงปานกลาง
    1. น้ำยาดัดผม, น้ำยาย้อมผม, ครีมบำรุงผม
    2. มาสก์หน้า, ครีมแก้สิว
    3. ลิปสติก, ครีมรองพื้น, ครีมกันแดด
    4. ยาระงับกลิ่นเหงื่อ หรือยาลดเหงื่อ
    5. น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
ส่วนหนึ่งก็คือเครื่องสำอางเหล่านี้ มีสารที่เป็นส่วนผสมที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น  ใส่สารเคมีกันบูดเช่น พาราเบน, ฟอร์มัลดีไฮต์, สารพาราเฟนนีลีนไดเอมีน ที่ใส่ในยาย้อมผม, สารลาโนลินหรือไขแกะที่เป็นตัวทำเนื้อครีมหรือโลชั่น, ใส่น้ำหอมเพื่อให้เครื่องสำอางมีกลิ่นหอมน่าใช้ และช่วยกลบกลิ่นสารกันบูดที่ใส่ในเครื่องสำอาง



credit:
ที่ระลึกเนื่องในวาระครบรอบ 36 ปี
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
โดย พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์
Continue reading...

12/04/2555

สารอาหารรักษาสิว


สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจะเกิดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในบริเวณต่อมไขมัน โดยจะเห็นเป็นตุ่มนูนแดง หากอักเสบเพิ่มขึ้น จะกลายเป็นหัวหนอง และสิวหัวช้างในที่สุด เรื่องสิวไม่ใช่เรื่องจิ๋วจิ๋ว


การอักเสบของสิวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ภูมิต้านทานในร่างกายลดต่ำลง เช่น ช่วงมีประจำเดือน, การอดนอน, ภาวะเครียด

ดังนั้นการป้องกันการเกิดสิวที่ดีที่สุดคือเราต้องปรับสภาพร่างกายให้สมดุล
ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
รับประทานผักผลไม้ให้มาก
อาหารที่ดีจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย,
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว, ระวังไม่ให้เกิดการท้องผูก,
ออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งและมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค, ลดความเครียดด้วยการเล่นดนตรี, ฟังเพลง หรือ ฝึกสมาธิเพื่อฝึกควบคุมจิตใจ, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี, ดื่่มสุรา หรือสารเสพติด

สารอาหารรักษาสิว

  1. อาหารที่ให้แร่ธาตุสังกะสี ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัส, ลดการอักเสบ และการติดเชื้อของสิว ทั้งยังช่วยให้แผลที่เกิดจากสิวหายเร็วขึ้น โดยการสร้างเนื้อเยื่อผิวใหม่ และซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียไป

    จริงอยู่ว่าสังกะสีให้ผลบวกในการลดสิว แต่หากร่างกายรับสังกะสีในปริมาณที่มากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อวัน(ในผู้ใหญ่) ก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้เช่นกัน อาหารที่มีธาตุสังกะสี คือ หอยนางรม, ปู, นม, โยเกิร์ต, ถั่ว, ชีส, ปลา, เมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน

  2. Milk and Cheese
  3. แร่ธาตุอย่าง วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินอี และ สารเบต้าแคโรทีนในผักผลไม้ แร่ธาตุในผักผลไม้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบรรเทาอาการเป็นสิวได้เป็นอย่างดี และคลอโรฟิลล์ในผักสีเขียวก็ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกากใยอาหารจากพืชผักสีเขียว(Dietrary Fiber)ก็ช่วยป้องกันเรื่องท้องผูกได้อีกต่างหาก

    • วิตามินเอลดการอักเสบของสิวและลบรอยด่างดำจากสิว วิตามินเอมีมากใน ตำลึง, บร็อคโคลี, ยอดชะอม, คะน้า กะหล่ำเขียว, ผักโขม, ผลไม้สีเหลืองหรือสีส้ม เช่น ฟักทอง, มะม่วง, แคนตาลูป, มะละกอสุก และใน ตับ และนม

    • Fruits
    • วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ดังนั้นจึงช่วยลดริ้วรอย และลดรอยด่างดำจากสิว วิตามินซีมีมากในผลไม้ เช่น ส้ม, มะเขือป้อม, สัปปะรด, ฝรั่ง, สตอร์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, กีวี, มะละกอ, มะม่วง, องุ่น, ลูกพลัมลูกพรุน หรือ ผักใบเขียว เช่น คะน้า, พริกแดง, พริกเขียว, ผักตระกูลกะหล่ำ, บร็อคโคลี, มะเขือเทศ, ผักโขมฯลฯ

    • วิตามินอีมีคุณสมบัติในการลบริ้วรอยจากสิว เราได้วิตามินอีจากน้ำมันที่ได้จากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย และถั่วเปลือกแข็ง อย่าง อัลมอนต์ หรือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์


  4. แร่ธาตุโครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน เพื่อช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ ร่างกายต้องการโครเมียมในปริมาณที่น้อยมากคือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องหาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    โครเมียมจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี แต่ปริมาณที่สูงเกินไปของโครเมียมอาจจะไปรบกวนการดูดซึม สังกะสี (Zinc)เช่นกัน พบได้ใน ยีสต์ (Brewer’s yeast) เมล็ดธัญพืช และ ซีเรียล

  5. Bread and Egg
  6. ซีลีเนียมสามารถป้องกันกัมมันตภาพรังสีรวมทั้งโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น ปรอท เงิน แคดเมียม แทลเลียม (thallium) ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าร่างกายและขับถ่ายออกได้เร็วขึ้น และเมื่อทำงานร่วมกับวิตามินอี ยังช่วยในการรักษาเนื้อเยื่อต่างๆและชลอการเสื่อมของเซลล์ หรือคุณสมบัติที่ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการเกิดสิว

    อาหารที่มีซีลิเนียมมากที่สุดได้แก่ ไข่, เครื่องในสัตว์และเนื้อสัตว์, ปลา,หอย และข้าวที่ไม่ขัดสี, ซีเรียล และผลิตภัณฑ์นม นอกจากนี้ยังได้จากระเทียม เห็ด บร็อคโคลี หัวหอม มะเขือเทศ

  7. กรดไขมันโอเมก้า 3กรดไขมันที่ช่วยเรื่องหัวใจและการทำงานของสมอง, ลดการอักเสบในระดับเซลล์ และช่วยในการผลัดเซลล์ผิว จึงช่วยลดรอยด่างดำจากสิวให้จางลง มีมากในอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอล, ปลาทูน่า, นอกจากนี้ก็มีในน้ำมันวอลนัท,น้ำมันคาโนลา

    แต่เพราะ Omega3 จะสลายตัวได้ง่ายในอุณหภูมิสูง เช่น การน้ำอาหารไปทอด ถ้าหากต้องการให้สารอาหารยังคงอยู่ในอาหาร ควรปรุงอาหารด้วยวิธีการต้ม แกงหรือ ยำ
Continue reading...

11/28/2555

ผลข้างเคียงของน้ำมันปลา (Fish Oil)


ที่มาของคุณประโยชน์ในน้ำมันปลา

น้ำมันปลาไม่ใช่น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้มาจากเนื้อและหนังของปลา ในน้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและให้ประโยชน์อื่นแก่ร่างกายคนเราคือ
Fishing boat
  • EPA (Eicosapentaenoic acid)
  • DHA (docosahexaenoic acid)
อันที่จริงแล้วปลาและสัตว์ทะเลต่างๆ มีกรดไขมันโอเมก้า3 จากการบริโภคสาหร่ายขนาดเล็ก, แพลงตอนที่สร้างกรดไขมัน omega-3 รวมถึงปลาเหยื่อที่สะสมกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากนี้ในแพลงตอนและสาหร่ายขนาดเล็กต่างๆ ยังมี ไอโอดีน และ ซีลีเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่นำมาทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มาจากปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน แต่เพราะปลาขนาดใหญ่เหล่านี้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารทางทะเล จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสะสมและปนเปื้อนสารที่เป็นพิษ

เนื่องจากน่านน้ำทะเลหลายแห่งมีสารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณสูง และปลาที่จับได้ก็อาจมีการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ เช่น Dioxin, Methyl mercury และ polychlorinated biphenyl

ว่ากันว่าการบริโภคน้ำมันปลาสามารถให้ประโยชน์แก่ร่างกายคนเรามากมาย แต่คงมีอีกหลายๆคนที่ไม่ทราบว่า น้ำมันปลาก็ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายเราได้เช่นกัน

ทำความรู้จักนัำมันปลาให้มากขึ้น

  • ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride)ได้ระดับหนึ่ง,เพิ่มระดับของ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) หรือไขมันที่ดี แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีผลไปเพิ่มไขมัน แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL) ให้สูงตามมาด้วย

  • โรคหลอดเลือดสมองประกอบไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตกและอุดตัน การกินน้ำมันปลาอาจจะมีผลดีต่อการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน แต่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้มากขึ้นเช่นกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำว่าควรกินหรือไม่และในปริมาณเท่าใด

  • Children
  • DHA ในกรดไขมันโอเมก้า ช่วยเสริมสร้างระบบเซลล์สมองและระบบประสาทเพื่อเพิ่มความสามารถในการสื่อสารของเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ปีเท่านั้น

    จากการวิจัยพบว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้มีความจำได้ดีในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่สารที่จะช่วยให้เด็กเกิดความฉลาดมากกว่าปกติแต่อย่างใด
    การได้รับสารอาหารครบทุกหมู่และการสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม จึงจะสามารถกระตุ้นให้เด็กสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผล

  • น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก ซึ่งเสี่ยงกับการเกิดพิษต่อร่างกาย หรืออาจมีสารพิษตกค้าง เนื่องจากภาวะมลพิษทางทะเลในถิ่นที่ปลาซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบอาศัยอยู่

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการกินน้ำมันปลา
Bad effects of taking too much Fish oil

  1. การเกิดเลือดออก เนื่องจากน้ำมันปลาสามารถลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด จึงส่งผลดีในกรณีโรคหัวใจทำให้เลือดใสขึ้น แต่อาจทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า และหยุดไหลยาก เพราะเลือดที่ใสจนเกินไป ทำให้แผลหายช้า และเลือดไหลออกนาน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด หรือ หญิงใกล้คลอดควรงดการทานน้ำมันปลา อย่างน้อยประมาณ 1 เดือน

  2. การได้รับน้ำมันปลาที่มี omega-3 มากเกินกว่า 3 กรัมต่อวัน สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในคนไข้ที่ระบบหลอดเลือดอ่อนแออยู่แล้ว มีโอกาสที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดในสมองแตกได้ และอาจทำให้เกิดเลือดกำเดาได้ง่ายหรือมีเลือดออกปนออกมากับปัสสาวะจากการทดลองพบผลเสียจากการรับประทานน้ำมันปลาคือ เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากน้ำมันปลาทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอี

  3. ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานน้ำมันปลา เพราะพบรายงานที่ส่งผลข้างเคียงให้เกิดปัญหากับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (non-insulin dependent diabetes mellitus)

  4. ความดันโลหิตลดลง ผลต่อระบบเลือดที่กล่าวมาทั้งหมด หากคุณเป็นคนที่มีภาวะความดันต่ำอยู่แล้ว หรือได้รับยาลดความดันควบคู่ไปด้วย ต้องให้ความใส่ใจในผลของน้ำมันปลาที่อาจทำให้เกิดภาวะความดันต่ำได้

  5. Grilled fish.
  6. น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษที่ตกค้างในปลาโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังมีการพัฒนาระบบกำจัดของเสียยังไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษเหล่านี้ จนเด็กๆแสดงอาการออกมาได้ และในหญิงตั้งครรภ์ หากได้รับสารพิษเหล่านี้จะส่งผลเสียโดยตรงต่อทารกในครรภ์

  7. การกินน้ำมันปลาเดี่ยวๆอาจไม่ให้ผลดีโดยรวมต่อเรื่องไขมันในเลือดแต่อย่างใด โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง เพื่อความปลอดภัยควรพบแพทย์และใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นๆเพื่อควบคุมอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดเสียก่อน แล้วเลือกใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมเพิ่มเติมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลา
  1. ควรเลือกแหล่งที่มาจากธรรมชาติเช่นผลิตจากปลาทะเล มีการตรวจสอบถึงความเข้มข้นของกรดไขมันที่เราต้องการ รวมทั้งปราศจากสารปนเปื้อนที่อาจติดมาด้วย

  2. Soft gel of fish oil
  3. ปริมาณของ DHA รวม EPA ต้องมีมากกว่า 20% เช่น ใน 1 บรรจุภัณฑ์หนึ่งหน่วยหนัก 525 mg ต้องมี DHA 60mg และ EPA 80mg เพราะบางแบรนด์มีน้ำหนักบรรจุ 1000mg/เม็ด แต่ปริมาณ DHA น้อยมาก ที่เหลือเป็นแป้งและส่วนผสมที่นำมาทำให้เป็นเม็ดแคบซูล

  4. สัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA ที่เหมาะสม คือ 1:2 หรือ 2:3 จึงเป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา ที่มีรูปแบบเป็น Soft gel ปิดสนิทจะช่วยปกป้องไม่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวข้างในให้เกิดการสลายตัวได้ดีกว่าแบบบรรจุในแคปซูลแข็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดรอยรั่วตรงขอบแคปซูล เมื่ออากาศเข้าไปจะเกิดการออกซิไดซ์ ทำให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสลายตัวคุณค่าที่มีประโยชน์ลดลง

  6. กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นสลายตัวง่าย จึงมีการเพิ่มวิตามิน E ในน้ำมันปลา เพราะวิตามิน E ทำหน้าที่เป็น Antioxidant ช่วยคงสภาพคุณประโยชน์ของกรดไขมันให้นานขึ้น

แหล่งข้อมูล:
  • Fish oil,www.wikipedia.org/
  • วาทิต ศาสตระวาทิต,งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ, www.gpo.or.th/rdi
  • วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
  • สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538
  • เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล,http://www.oknation.net/blog
Continue reading...
 

To live healthy Copyright © 2009 Cosmetic Girl Designed by Ipietoon | In Collaboration with FIFA
Girl Illustration Copyrighted to Dapino Colada