12/30/2555

จะเลือกซื้อเครื่องสำอางอย่างไร


การเลือกซื้อเครื่องสำอาง


เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องสำอาง
ตามที่องค์การอาหารยาให้คำแนะนำไว้มีดังนี้

  1. อย่าซื้อตามคนอื่น หรือเพราะคำแนะนำ ควรเลือกซื้อให้เหมาะสมกับผิวตนเอง หากได้ทดสอบก่อนใช้ก็ดี ซึ่งอาจเป็นสินค้าตัวอย่าง ให้ทดลองทาที่ท้องแขนหรือหลังใบหู เช้า-เย็น โดยไม่ต้องเช็ดออก ประมาณ 5-7 วัน ถ้าไม่มีอาการแดง คัน หรือผื่นแพ้ ก็สามารถลองใช้กับใบหน้าได้

  2. ให้ความใส่ใจกับแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางที่ไม่ทราบแห่งผลิตที่ชัดเจน เพราะอาจได้เครื่องสำอางปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

  3. การซื้อแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องซื้อขนาดใหญ่หรือปริมาณมาก เนื่องจากบางครั้งอาจเป็นการฝากซื้อจากต่างประเทศซึ่งราคาถูกกว่าการซื้อที่เมืองไทย การซื้อปริมาณมากๆ อาจทำให้เครื่องสำอางเสื่อมคุณภาพถ้าเก็บดูแลไม่ดีพอ หรือถ้าเครื่องสำอางมีขนาดใหญ่มากเมื่อเปิดใช้นานไป อาจมีเชื้อโรคปนระหว่างการใช้

  4. ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางเก่า มีสี กลิ่น หรือ ความข้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

  5. ให้สังเกต ภาชนะที่บรรจุเครื่องสำอางต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด หรือ แตก เพราะอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

  6. ป้ายฉลากเครื่องสำอาง ควรอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ฉีกขาด มีข้อความและรายละเอียดชัดเจน เช่น ชื่อ ชนิดเครื่องสำอาง ชื่อที่อยู่ของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และวันที่หมดอายุ ปริมาณสุทธิ วิธีใช้ และคำเตือนในการใช้

  7. ถ้าสงสัยว่าเครื่องสำอางที่สนใจนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ที่เวปไซต์ ขององค์การอาหารและยา www.oryor.com หรือ เวปไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนัง www.dst.or.th

Credit:
หนังสือที่ระลึกเนื่องในวาระครบรอบ 36 ปี สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
โดย ผศ. พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์
Continue reading...

12/14/2555

แพ้เครื่องสำอางหรือไม่ รู้ได้อย่างไร


ในยุคที่ความสวยยอมกันไม่ได้ คงแทบไม่มีใครเลยที่ไม่เคยใช้เครื่องสำอาง แต่ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า เครื่องสำอาง ก็คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ ทา,ถู,นวด,พ่น,หยอด,ใส่,อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนใดส่วนหนึ่งต่อร่างกายเพื่อความสะอาด, ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม เพราะงั้น ไม่ว่าจะไนท์ครีม, บอดี้โลชั่น, ลิปบาล์ม ก็รวมเป็นเครื่องสำอางทั้งนั้น ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือสวยขึ้น หล่อขึ้น และ ดูดีขึ้น


เมื่อเครื่องสำอางอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ และผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจำหน่ายมีมากมายเยอะแยะ ซึ่งก่อนใช้นั้นน่ะเราจะจินตนาการไว้เริ่ดหรู ตามคำพีอาร์ของแต่ละแบรนด์

มีหลายคนก็บอกว่าก่อนซื้อให้ทดลองทาผิวที่ท้องแขนทิ้งไว้ว่ามีอาการแพ้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการแพ้เครื่องสำอางจะยังไม่เกิดทันทีที่เริ่มใช้ แต่มักจะค่อยๆ เป็น จนไม่ทันสังเกตว่าจะแพ้ เพราะกว่าจะเป็นเครื่องสำอางแล้วมาขายมีขั้นตอนทดสอบหรือทดลองใช้กันมาบ้างแล้ว

อาการที่สงสัยได้เลยว่าอาจแพ้เครื่องสำอางเข้าแล้ว

natural-looking makeup
  • อาการปวดแสบ ปวดร้อน มีอาการคันหรือรู้สึกว่าคันยิบๆ
  • มีผื่นแดงคัน ถ้าหากแพ้มาก อาจเป็นตุ่มแดง, ตุ่มน้ำ, ผิวเป็นขุย
  • มีผื่นแดงบวม แบบลมพิษ
  • มีผื่นดำ ผิวหมองคล้ำ
  • หน้าเริ่มเป็นรอยด่าง
  • มีเม็ดผดเล็กๆ ไม่คัน ลักษณะคล้ายสิวเม็ดเล็ก
เมื่อไรก็ตามที่คุณมีอาการเหล่านี้ ให้หยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นทันที หากมีอาการดีขึ้น ก็อาจแสดงว่าเครื่องสำอางตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้

ประเภทของเครื่องสำอางที่มักทำให้เกิดผลข้างเคียง

  • กลุ่มที่มีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงข้างเคียงสูง
    1. น้ำยายืดผม
    2. ครีมที่ทำให้ผิวขาว
    3. ครีมรักษาฝ้า
    4. น้ำยาหรือครีมขจัดขน
  • กลุ่มที่มีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงปานกลาง
    1. น้ำยาดัดผม, น้ำยาย้อมผม, ครีมบำรุงผม
    2. มาสก์หน้า, ครีมแก้สิว
    3. ลิปสติก, ครีมรองพื้น, ครีมกันแดด
    4. ยาระงับกลิ่นเหงื่อ หรือยาลดเหงื่อ
    5. น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น
ส่วนหนึ่งก็คือเครื่องสำอางเหล่านี้ มีสารที่เป็นส่วนผสมที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น  ใส่สารเคมีกันบูดเช่น พาราเบน, ฟอร์มัลดีไฮต์, สารพาราเฟนนีลีนไดเอมีน ที่ใส่ในยาย้อมผม, สารลาโนลินหรือไขแกะที่เป็นตัวทำเนื้อครีมหรือโลชั่น, ใส่น้ำหอมเพื่อให้เครื่องสำอางมีกลิ่นหอมน่าใช้ และช่วยกลบกลิ่นสารกันบูดที่ใส่ในเครื่องสำอาง



credit:
ที่ระลึกเนื่องในวาระครบรอบ 36 ปี
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
โดย พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์
Continue reading...

12/04/2555

สารอาหารรักษาสิว


สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจะเกิดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในบริเวณต่อมไขมัน โดยจะเห็นเป็นตุ่มนูนแดง หากอักเสบเพิ่มขึ้น จะกลายเป็นหัวหนอง และสิวหัวช้างในที่สุด เรื่องสิวไม่ใช่เรื่องจิ๋วจิ๋ว


การอักเสบของสิวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ภูมิต้านทานในร่างกายลดต่ำลง เช่น ช่วงมีประจำเดือน, การอดนอน, ภาวะเครียด

ดังนั้นการป้องกันการเกิดสิวที่ดีที่สุดคือเราต้องปรับสภาพร่างกายให้สมดุล
ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
รับประทานผักผลไม้ให้มาก
อาหารที่ดีจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย,
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว, ระวังไม่ให้เกิดการท้องผูก,
ออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งและมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค, ลดความเครียดด้วยการเล่นดนตรี, ฟังเพลง หรือ ฝึกสมาธิเพื่อฝึกควบคุมจิตใจ, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี, ดื่่มสุรา หรือสารเสพติด

สารอาหารรักษาสิว

  1. อาหารที่ให้แร่ธาตุสังกะสี ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัส, ลดการอักเสบ และการติดเชื้อของสิว ทั้งยังช่วยให้แผลที่เกิดจากสิวหายเร็วขึ้น โดยการสร้างเนื้อเยื่อผิวใหม่ และซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียไป

    จริงอยู่ว่าสังกะสีให้ผลบวกในการลดสิว แต่หากร่างกายรับสังกะสีในปริมาณที่มากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อวัน(ในผู้ใหญ่) ก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้เช่นกัน อาหารที่มีธาตุสังกะสี คือ หอยนางรม, ปู, นม, โยเกิร์ต, ถั่ว, ชีส, ปลา, เมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน

  2. Milk and Cheese
  3. แร่ธาตุอย่าง วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินอี และ สารเบต้าแคโรทีนในผักผลไม้ แร่ธาตุในผักผลไม้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบรรเทาอาการเป็นสิวได้เป็นอย่างดี และคลอโรฟิลล์ในผักสีเขียวก็ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกากใยอาหารจากพืชผักสีเขียว(Dietrary Fiber)ก็ช่วยป้องกันเรื่องท้องผูกได้อีกต่างหาก

    • วิตามินเอลดการอักเสบของสิวและลบรอยด่างดำจากสิว วิตามินเอมีมากใน ตำลึง, บร็อคโคลี, ยอดชะอม, คะน้า กะหล่ำเขียว, ผักโขม, ผลไม้สีเหลืองหรือสีส้ม เช่น ฟักทอง, มะม่วง, แคนตาลูป, มะละกอสุก และใน ตับ และนม

    • Fruits
    • วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ดังนั้นจึงช่วยลดริ้วรอย และลดรอยด่างดำจากสิว วิตามินซีมีมากในผลไม้ เช่น ส้ม, มะเขือป้อม, สัปปะรด, ฝรั่ง, สตอร์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, กีวี, มะละกอ, มะม่วง, องุ่น, ลูกพลัมลูกพรุน หรือ ผักใบเขียว เช่น คะน้า, พริกแดง, พริกเขียว, ผักตระกูลกะหล่ำ, บร็อคโคลี, มะเขือเทศ, ผักโขมฯลฯ

    • วิตามินอีมีคุณสมบัติในการลบริ้วรอยจากสิว เราได้วิตามินอีจากน้ำมันที่ได้จากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย และถั่วเปลือกแข็ง อย่าง อัลมอนต์ หรือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์


  4. แร่ธาตุโครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน เพื่อช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ ร่างกายต้องการโครเมียมในปริมาณที่น้อยมากคือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องหาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    โครเมียมจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี แต่ปริมาณที่สูงเกินไปของโครเมียมอาจจะไปรบกวนการดูดซึม สังกะสี (Zinc)เช่นกัน พบได้ใน ยีสต์ (Brewer’s yeast) เมล็ดธัญพืช และ ซีเรียล

  5. Bread and Egg
  6. ซีลีเนียมสามารถป้องกันกัมมันตภาพรังสีรวมทั้งโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น ปรอท เงิน แคดเมียม แทลเลียม (thallium) ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าร่างกายและขับถ่ายออกได้เร็วขึ้น และเมื่อทำงานร่วมกับวิตามินอี ยังช่วยในการรักษาเนื้อเยื่อต่างๆและชลอการเสื่อมของเซลล์ หรือคุณสมบัติที่ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการเกิดสิว

    อาหารที่มีซีลิเนียมมากที่สุดได้แก่ ไข่, เครื่องในสัตว์และเนื้อสัตว์, ปลา,หอย และข้าวที่ไม่ขัดสี, ซีเรียล และผลิตภัณฑ์นม นอกจากนี้ยังได้จากระเทียม เห็ด บร็อคโคลี หัวหอม มะเขือเทศ

  7. กรดไขมันโอเมก้า 3กรดไขมันที่ช่วยเรื่องหัวใจและการทำงานของสมอง, ลดการอักเสบในระดับเซลล์ และช่วยในการผลัดเซลล์ผิว จึงช่วยลดรอยด่างดำจากสิวให้จางลง มีมากในอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอล, ปลาทูน่า, นอกจากนี้ก็มีในน้ำมันวอลนัท,น้ำมันคาโนลา

    แต่เพราะ Omega3 จะสลายตัวได้ง่ายในอุณหภูมิสูง เช่น การน้ำอาหารไปทอด ถ้าหากต้องการให้สารอาหารยังคงอยู่ในอาหาร ควรปรุงอาหารด้วยวิธีการต้ม แกงหรือ ยำ
Continue reading...

11/28/2555

ผลข้างเคียงของน้ำมันปลา (Fish Oil)


ที่มาของคุณประโยชน์ในน้ำมันปลา

น้ำมันปลาไม่ใช่น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้มาจากเนื้อและหนังของปลา ในน้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและให้ประโยชน์อื่นแก่ร่างกายคนเราคือ
Fishing boat
  • EPA (Eicosapentaenoic acid)
  • DHA (docosahexaenoic acid)
อันที่จริงแล้วปลาและสัตว์ทะเลต่างๆ มีกรดไขมันโอเมก้า3 จากการบริโภคสาหร่ายขนาดเล็ก, แพลงตอนที่สร้างกรดไขมัน omega-3 รวมถึงปลาเหยื่อที่สะสมกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากนี้ในแพลงตอนและสาหร่ายขนาดเล็กต่างๆ ยังมี ไอโอดีน และ ซีลีเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่นำมาทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มาจากปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน แต่เพราะปลาขนาดใหญ่เหล่านี้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารทางทะเล จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสะสมและปนเปื้อนสารที่เป็นพิษ

เนื่องจากน่านน้ำทะเลหลายแห่งมีสารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณสูง และปลาที่จับได้ก็อาจมีการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ เช่น Dioxin, Methyl mercury และ polychlorinated biphenyl

ว่ากันว่าการบริโภคน้ำมันปลาสามารถให้ประโยชน์แก่ร่างกายคนเรามากมาย แต่คงมีอีกหลายๆคนที่ไม่ทราบว่า น้ำมันปลาก็ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายเราได้เช่นกัน

ทำความรู้จักนัำมันปลาให้มากขึ้น

  • ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride)ได้ระดับหนึ่ง,เพิ่มระดับของ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) หรือไขมันที่ดี แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีผลไปเพิ่มไขมัน แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL) ให้สูงตามมาด้วย

  • โรคหลอดเลือดสมองประกอบไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตกและอุดตัน การกินน้ำมันปลาอาจจะมีผลดีต่อการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน แต่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้มากขึ้นเช่นกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำว่าควรกินหรือไม่และในปริมาณเท่าใด

  • Children
  • DHA ในกรดไขมันโอเมก้า ช่วยเสริมสร้างระบบเซลล์สมองและระบบประสาทเพื่อเพิ่มความสามารถในการสื่อสารของเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ปีเท่านั้น

    จากการวิจัยพบว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้มีความจำได้ดีในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่สารที่จะช่วยให้เด็กเกิดความฉลาดมากกว่าปกติแต่อย่างใด
    การได้รับสารอาหารครบทุกหมู่และการสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม จึงจะสามารถกระตุ้นให้เด็กสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผล

  • น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก ซึ่งเสี่ยงกับการเกิดพิษต่อร่างกาย หรืออาจมีสารพิษตกค้าง เนื่องจากภาวะมลพิษทางทะเลในถิ่นที่ปลาซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบอาศัยอยู่

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการกินน้ำมันปลา
Bad effects of taking too much Fish oil

  1. การเกิดเลือดออก เนื่องจากน้ำมันปลาสามารถลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด จึงส่งผลดีในกรณีโรคหัวใจทำให้เลือดใสขึ้น แต่อาจทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า และหยุดไหลยาก เพราะเลือดที่ใสจนเกินไป ทำให้แผลหายช้า และเลือดไหลออกนาน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด หรือ หญิงใกล้คลอดควรงดการทานน้ำมันปลา อย่างน้อยประมาณ 1 เดือน

  2. การได้รับน้ำมันปลาที่มี omega-3 มากเกินกว่า 3 กรัมต่อวัน สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในคนไข้ที่ระบบหลอดเลือดอ่อนแออยู่แล้ว มีโอกาสที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดในสมองแตกได้ และอาจทำให้เกิดเลือดกำเดาได้ง่ายหรือมีเลือดออกปนออกมากับปัสสาวะจากการทดลองพบผลเสียจากการรับประทานน้ำมันปลาคือ เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากน้ำมันปลาทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอี

  3. ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานน้ำมันปลา เพราะพบรายงานที่ส่งผลข้างเคียงให้เกิดปัญหากับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (non-insulin dependent diabetes mellitus)

  4. ความดันโลหิตลดลง ผลต่อระบบเลือดที่กล่าวมาทั้งหมด หากคุณเป็นคนที่มีภาวะความดันต่ำอยู่แล้ว หรือได้รับยาลดความดันควบคู่ไปด้วย ต้องให้ความใส่ใจในผลของน้ำมันปลาที่อาจทำให้เกิดภาวะความดันต่ำได้

  5. Grilled fish.
  6. น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษที่ตกค้างในปลาโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังมีการพัฒนาระบบกำจัดของเสียยังไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษเหล่านี้ จนเด็กๆแสดงอาการออกมาได้ และในหญิงตั้งครรภ์ หากได้รับสารพิษเหล่านี้จะส่งผลเสียโดยตรงต่อทารกในครรภ์

  7. การกินน้ำมันปลาเดี่ยวๆอาจไม่ให้ผลดีโดยรวมต่อเรื่องไขมันในเลือดแต่อย่างใด โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง เพื่อความปลอดภัยควรพบแพทย์และใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นๆเพื่อควบคุมอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดเสียก่อน แล้วเลือกใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมเพิ่มเติมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลา
  1. ควรเลือกแหล่งที่มาจากธรรมชาติเช่นผลิตจากปลาทะเล มีการตรวจสอบถึงความเข้มข้นของกรดไขมันที่เราต้องการ รวมทั้งปราศจากสารปนเปื้อนที่อาจติดมาด้วย

  2. Soft gel of fish oil
  3. ปริมาณของ DHA รวม EPA ต้องมีมากกว่า 20% เช่น ใน 1 บรรจุภัณฑ์หนึ่งหน่วยหนัก 525 mg ต้องมี DHA 60mg และ EPA 80mg เพราะบางแบรนด์มีน้ำหนักบรรจุ 1000mg/เม็ด แต่ปริมาณ DHA น้อยมาก ที่เหลือเป็นแป้งและส่วนผสมที่นำมาทำให้เป็นเม็ดแคบซูล

  4. สัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA ที่เหมาะสม คือ 1:2 หรือ 2:3 จึงเป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา ที่มีรูปแบบเป็น Soft gel ปิดสนิทจะช่วยปกป้องไม่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวข้างในให้เกิดการสลายตัวได้ดีกว่าแบบบรรจุในแคปซูลแข็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดรอยรั่วตรงขอบแคปซูล เมื่ออากาศเข้าไปจะเกิดการออกซิไดซ์ ทำให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสลายตัวคุณค่าที่มีประโยชน์ลดลง

  6. กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นสลายตัวง่าย จึงมีการเพิ่มวิตามิน E ในน้ำมันปลา เพราะวิตามิน E ทำหน้าที่เป็น Antioxidant ช่วยคงสภาพคุณประโยชน์ของกรดไขมันให้นานขึ้น

แหล่งข้อมูล:
  • Fish oil,www.wikipedia.org/
  • วาทิต ศาสตระวาทิต,งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ, www.gpo.or.th/rdi
  • วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
  • สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538
  • เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล,http://www.oknation.net/blog
Continue reading...

11/19/2555

เมื่อคนที่คุณรักเป็นอัลไซเมอร์


โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease หรือ AD)

คือโรคที่สมองมีความผิดปกติจนทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการจำ การใช้เหตุผล จนถึงการใช้ภาษาในการสื่อสาร
โดยทั่วไปแล้วมักพบได้ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี มีพบในคนอายุน้อยบ้างซึ่งเป็นโรคอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว (early-onset Alzheimer's) แต่อัตราการเกิดกับคนอายุน้อยยังไม่มากเท่าในคนสูงอายุ อาการของโรคอัลไซเมอร์จะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยอาการเริ่มแรกจนถึงอาการสุดท้ายอาจกินเวลานานเป็น 10 ปี

สิงที่คนใกล้ชิดควรรู้ เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

แพทย์อาจใช้ยาเพื่อช่วยให้ความจำดีขึ้น รักษาหรือลดอาการกระสับกระส่ายและภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและเข้าใจ เพราะโรคอัลไซเมอร์ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยอย่างมากมาย โดยที่ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่สามารถบอกกล่าวรายละเอียดได้ว่าเกิดจากเหตุใด

การดำเนินโรคอัลไซเมอร์มี 4 ระยะ

โดยแบ่งจากลักษณะความบกพร่องของหน้าที่และการรับรู้ที่ลดลงเรื่อยๆ
  • ระยะก่อนสมองเสื่อม(Predementia) อาการเริ่มแรก มักจะเข้าใจว่าเกิดขึ้นเองจากความชรา หรือเกิดจากความเครียด กว่าที่จะพบว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องครบตามเกณฑ์การเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็กินเวลาถึง 8 ปี

    Couple
    อาการระยะนี้จะมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันที่ซับซ้อน, ความบกพร่องที่เห็นได้ชัดคือเริ่มสูญเสียความจำ, จำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อไม่นานไม่ได้ และความสามารถการรับข้อมูลใหม่ๆลดน้อยลง

    โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ต้องมีสมาธิ เช่น การวางแผน การประเมินสถานการณ์ เกิดความเฉื่อยชา(apathy)ได้ในระยะนี้ และจะเป็นอาการที่คงอยู่ตลอดระยะเวลาการเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งระยะนี้อาจเรียกอีกอย่างว่าเริ่มความบกพร่องด้านการรับรู้(mild cognitive impairment)

  • ระยะสมองเสื่อมระยะแรก (Early dementia) ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีความบกพร่องของความจำและการเรียนรู้ มีความสับสน หลงลืม คิดอะไรครึ่งๆ กลางๆ มักจำเหตุการณ์หรือการสนทนาที่เพิ่งผ่านไปไม่ได้ ความสามารถในการพูดหรือเขียนภาษาลดน้อยลง การใช้ศัพท์ไม่ฉะฉานหรือคล่องเหมือนเดิม อาจจะเริ่มมีปัญหากับ การเขียน การวาดภาพ หรือการแต่งตัว ซึ่งทำให้แลดูเป็นคนที่เงอะงะหรือซุ่มซ่าม

    ในระยะนี้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ยังสามารถสื่อสารบอกความคิดพื้นฐานของตนได้ และยังสามารถทำงานหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่ในกิจกรรมที่ต้องอาศัยกระบวนการคิดหรือการรู้อย่างมากอาจต้องอาศัยผู้ช่วยหรือผู้ดูแล
  • ระยะสมองเสื่อมระยะปานกลาง(Moderate dementia) จะพบความเสื่อมของสมองจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถนึกหาคำศัพท์ได้ ทำให้ใช้ศัพท์ผิดหรือใช้คำอื่นมาแทน (paraphasia) ทักษะการอ่านและการเขียนค่อยๆ เสียไปเรื่อยๆ

    ทักษะต่างๆลดลง จนไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้อย่างปกติ ความทรงจำระยะยาวซึ่งแต่เดิมยังคงอยู่ก็จะค่อยๆ บกพร่องไป และอาจลืมวิธีทำอะไรง่ายๆ เช่น อาจมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้

    ความจำของผู้ป่วยจะแย่ลงเรื่อยๆ อาจจำคนในครอบครัวหรือญาติสนิทไม่ได้ หลงทางในที่ที่คุ้นเคย,หนีออกจากบ้านเพราะเกิดสับสน หรือเห็นภาพหลอนในเวลาโพล้เพล้หรือกลางคืน (sundowning) ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย อาจมีอารมณ์แปรปรวน เช่น ร้องไห้ หรือก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผล ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยเกิดอาการเชื่อว่าบุคคล,สิ่งของ หรือสถานที่เปลี่ยนแปลงไป


  • ระยะสมองเสื่อมระยะสุดท้าย (Advanced dementia)เป็นระยะที่ความจำ การตัดสินใจ และการใช้เหตุผลสูญเสียไปทั้งหมด

    ทักษะทางภาษาของผู้ป่วยลดลง ตั้งแต่พูดได้เพียงวลีง่ายๆ หรือคำเดี่ยวๆ จนถึงขั้นไม่สามารถพูดได้เลย อาจมีอารมณ์ก้าวร้าว แต่อาการซึมและความอ่อนเพลียจะเด่นกว่า จนในที่สุดผู้ป่วยจะไม่สามารถทำกิจกรรมใดได้เลย มวลกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวร่างกายลดลงจนผู้ป่วยต้องนอนนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่สามารถแม้แต่ป้อนอาหารด้วยตนเองได้ ทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน

    โรคอัลไซเมอร์ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยตรง แต่การเสียชีวิตมักเกิดจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น แผลกดทับหรือโรคปอดบวม





credit:http://th.wikipedia.org
Continue reading...

11/13/2555

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่


Urinary Incontinence หรือการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่



ถ้าเปรียบเทียบร่างกายคนเรากับรถยนต์ เครื่องยนต์ก็คืออวัยะภายใน ถ้าถูกใช้งานอย่างหนัก และขาดการเอาใจใส่ดูแลการเสื่อมสภาพย่อมเป็นไปตามธรรมดาและโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ตามมา หนึ่งในนั้นคือ อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งมีอยู่หลายแบบ




  • อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เพราะแรงบีบตัวที่เกิดขึ้นเมื่อมีความต้องการถ่ายปัสสาวะอย่างมาก แต่กลั้นไว้จนไปถึงห้องน้ำไม่ทัน ซึ่งปัญหานี้มักมาจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป การรักษาต้องฝึกควบคุมกระเพาะปัสสาวะ หรือใช้ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะร่วมด้วย
  • อาการกลั้นไม่อยู่เพราะแรงกดดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นขณะ จาม ไอ หัวเราะ หรือมีการเคลื่อนไหวกดดันกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะเล็ดออกมา อาการนี้มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อกะบังลมหย่อน การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะช่วยได้บ้าง
  • การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เพราะปัสสาวะล้น เกิดขึ้นในภาวะที่ปัสสาวะได้ไม่หมด อาจเกิดจากการอุดตัน เช่น ต่อมลูกหมากโต ดังนั้นเมื่อกระเพาะปัสสาวะขยายเต็มที่แล้ว ปัสสาวะจึงล้นและไหลออกมา ซึ่งกรณีนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
ถ้าพบอาการดังกล่าว อย่านิ่งนอนใจควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที

credit: พบหมอศิริราช โดอย อ.นพ.บรรณสิทธิ์ ไชยประสิทธิ์
Continue reading...
 

To live healthy Copyright © 2009 Cosmetic Girl Designed by Ipietoon | In Collaboration with FIFA
Girl Illustration Copyrighted to Dapino Colada