11/28/2555

ผลข้างเคียงของน้ำมันปลา (Fish Oil)


ที่มาของคุณประโยชน์ในน้ำมันปลา

น้ำมันปลาไม่ใช่น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้มาจากเนื้อและหนังของปลา ในน้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและให้ประโยชน์อื่นแก่ร่างกายคนเราคือ
Fishing boat
  • EPA (Eicosapentaenoic acid)
  • DHA (docosahexaenoic acid)
อันที่จริงแล้วปลาและสัตว์ทะเลต่างๆ มีกรดไขมันโอเมก้า3 จากการบริโภคสาหร่ายขนาดเล็ก, แพลงตอนที่สร้างกรดไขมัน omega-3 รวมถึงปลาเหยื่อที่สะสมกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากนี้ในแพลงตอนและสาหร่ายขนาดเล็กต่างๆ ยังมี ไอโอดีน และ ซีลีเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่นำมาทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มาจากปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน แต่เพราะปลาขนาดใหญ่เหล่านี้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารทางทะเล จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสะสมและปนเปื้อนสารที่เป็นพิษ

เนื่องจากน่านน้ำทะเลหลายแห่งมีสารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณสูง และปลาที่จับได้ก็อาจมีการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ เช่น Dioxin, Methyl mercury และ polychlorinated biphenyl

ว่ากันว่าการบริโภคน้ำมันปลาสามารถให้ประโยชน์แก่ร่างกายคนเรามากมาย แต่คงมีอีกหลายๆคนที่ไม่ทราบว่า น้ำมันปลาก็ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายเราได้เช่นกัน

ทำความรู้จักนัำมันปลาให้มากขึ้น

  • ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride)ได้ระดับหนึ่ง,เพิ่มระดับของ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) หรือไขมันที่ดี แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีผลไปเพิ่มไขมัน แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL) ให้สูงตามมาด้วย

  • โรคหลอดเลือดสมองประกอบไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตกและอุดตัน การกินน้ำมันปลาอาจจะมีผลดีต่อการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน แต่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้มากขึ้นเช่นกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำว่าควรกินหรือไม่และในปริมาณเท่าใด

  • Children
  • DHA ในกรดไขมันโอเมก้า ช่วยเสริมสร้างระบบเซลล์สมองและระบบประสาทเพื่อเพิ่มความสามารถในการสื่อสารของเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ปีเท่านั้น

    จากการวิจัยพบว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้มีความจำได้ดีในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่สารที่จะช่วยให้เด็กเกิดความฉลาดมากกว่าปกติแต่อย่างใด
    การได้รับสารอาหารครบทุกหมู่และการสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม จึงจะสามารถกระตุ้นให้เด็กสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผล

  • น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก ซึ่งเสี่ยงกับการเกิดพิษต่อร่างกาย หรืออาจมีสารพิษตกค้าง เนื่องจากภาวะมลพิษทางทะเลในถิ่นที่ปลาซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบอาศัยอยู่

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการกินน้ำมันปลา
Bad effects of taking too much Fish oil

  1. การเกิดเลือดออก เนื่องจากน้ำมันปลาสามารถลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด จึงส่งผลดีในกรณีโรคหัวใจทำให้เลือดใสขึ้น แต่อาจทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า และหยุดไหลยาก เพราะเลือดที่ใสจนเกินไป ทำให้แผลหายช้า และเลือดไหลออกนาน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด หรือ หญิงใกล้คลอดควรงดการทานน้ำมันปลา อย่างน้อยประมาณ 1 เดือน

  2. การได้รับน้ำมันปลาที่มี omega-3 มากเกินกว่า 3 กรัมต่อวัน สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในคนไข้ที่ระบบหลอดเลือดอ่อนแออยู่แล้ว มีโอกาสที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดในสมองแตกได้ และอาจทำให้เกิดเลือดกำเดาได้ง่ายหรือมีเลือดออกปนออกมากับปัสสาวะจากการทดลองพบผลเสียจากการรับประทานน้ำมันปลาคือ เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากน้ำมันปลาทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอี

  3. ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานน้ำมันปลา เพราะพบรายงานที่ส่งผลข้างเคียงให้เกิดปัญหากับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (non-insulin dependent diabetes mellitus)

  4. ความดันโลหิตลดลง ผลต่อระบบเลือดที่กล่าวมาทั้งหมด หากคุณเป็นคนที่มีภาวะความดันต่ำอยู่แล้ว หรือได้รับยาลดความดันควบคู่ไปด้วย ต้องให้ความใส่ใจในผลของน้ำมันปลาที่อาจทำให้เกิดภาวะความดันต่ำได้

  5. Grilled fish.
  6. น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษที่ตกค้างในปลาโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังมีการพัฒนาระบบกำจัดของเสียยังไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษเหล่านี้ จนเด็กๆแสดงอาการออกมาได้ และในหญิงตั้งครรภ์ หากได้รับสารพิษเหล่านี้จะส่งผลเสียโดยตรงต่อทารกในครรภ์

  7. การกินน้ำมันปลาเดี่ยวๆอาจไม่ให้ผลดีโดยรวมต่อเรื่องไขมันในเลือดแต่อย่างใด โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง เพื่อความปลอดภัยควรพบแพทย์และใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นๆเพื่อควบคุมอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดเสียก่อน แล้วเลือกใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมเพิ่มเติมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลา
  1. ควรเลือกแหล่งที่มาจากธรรมชาติเช่นผลิตจากปลาทะเล มีการตรวจสอบถึงความเข้มข้นของกรดไขมันที่เราต้องการ รวมทั้งปราศจากสารปนเปื้อนที่อาจติดมาด้วย

  2. Soft gel of fish oil
  3. ปริมาณของ DHA รวม EPA ต้องมีมากกว่า 20% เช่น ใน 1 บรรจุภัณฑ์หนึ่งหน่วยหนัก 525 mg ต้องมี DHA 60mg และ EPA 80mg เพราะบางแบรนด์มีน้ำหนักบรรจุ 1000mg/เม็ด แต่ปริมาณ DHA น้อยมาก ที่เหลือเป็นแป้งและส่วนผสมที่นำมาทำให้เป็นเม็ดแคบซูล

  4. สัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA ที่เหมาะสม คือ 1:2 หรือ 2:3 จึงเป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา ที่มีรูปแบบเป็น Soft gel ปิดสนิทจะช่วยปกป้องไม่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวข้างในให้เกิดการสลายตัวได้ดีกว่าแบบบรรจุในแคปซูลแข็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดรอยรั่วตรงขอบแคปซูล เมื่ออากาศเข้าไปจะเกิดการออกซิไดซ์ ทำให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสลายตัวคุณค่าที่มีประโยชน์ลดลง

  6. กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นสลายตัวง่าย จึงมีการเพิ่มวิตามิน E ในน้ำมันปลา เพราะวิตามิน E ทำหน้าที่เป็น Antioxidant ช่วยคงสภาพคุณประโยชน์ของกรดไขมันให้นานขึ้น

แหล่งข้อมูล:
  • Fish oil,www.wikipedia.org/
  • วาทิต ศาสตระวาทิต,งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ, www.gpo.or.th/rdi
  • วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
  • สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538
  • เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล,http://www.oknation.net/blog
Continue reading...

11/19/2555

เมื่อคนที่คุณรักเป็นอัลไซเมอร์


โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease หรือ AD)

คือโรคที่สมองมีความผิดปกติจนทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการจำ การใช้เหตุผล จนถึงการใช้ภาษาในการสื่อสาร
โดยทั่วไปแล้วมักพบได้ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี มีพบในคนอายุน้อยบ้างซึ่งเป็นโรคอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว (early-onset Alzheimer's) แต่อัตราการเกิดกับคนอายุน้อยยังไม่มากเท่าในคนสูงอายุ อาการของโรคอัลไซเมอร์จะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยอาการเริ่มแรกจนถึงอาการสุดท้ายอาจกินเวลานานเป็น 10 ปี

สิงที่คนใกล้ชิดควรรู้ เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

แพทย์อาจใช้ยาเพื่อช่วยให้ความจำดีขึ้น รักษาหรือลดอาการกระสับกระส่ายและภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและเข้าใจ เพราะโรคอัลไซเมอร์ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยอย่างมากมาย โดยที่ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่สามารถบอกกล่าวรายละเอียดได้ว่าเกิดจากเหตุใด

การดำเนินโรคอัลไซเมอร์มี 4 ระยะ

โดยแบ่งจากลักษณะความบกพร่องของหน้าที่และการรับรู้ที่ลดลงเรื่อยๆ
  • ระยะก่อนสมองเสื่อม(Predementia) อาการเริ่มแรก มักจะเข้าใจว่าเกิดขึ้นเองจากความชรา หรือเกิดจากความเครียด กว่าที่จะพบว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องครบตามเกณฑ์การเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็กินเวลาถึง 8 ปี

    Couple
    อาการระยะนี้จะมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันที่ซับซ้อน, ความบกพร่องที่เห็นได้ชัดคือเริ่มสูญเสียความจำ, จำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อไม่นานไม่ได้ และความสามารถการรับข้อมูลใหม่ๆลดน้อยลง

    โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ต้องมีสมาธิ เช่น การวางแผน การประเมินสถานการณ์ เกิดความเฉื่อยชา(apathy)ได้ในระยะนี้ และจะเป็นอาการที่คงอยู่ตลอดระยะเวลาการเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งระยะนี้อาจเรียกอีกอย่างว่าเริ่มความบกพร่องด้านการรับรู้(mild cognitive impairment)

  • ระยะสมองเสื่อมระยะแรก (Early dementia) ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีความบกพร่องของความจำและการเรียนรู้ มีความสับสน หลงลืม คิดอะไรครึ่งๆ กลางๆ มักจำเหตุการณ์หรือการสนทนาที่เพิ่งผ่านไปไม่ได้ ความสามารถในการพูดหรือเขียนภาษาลดน้อยลง การใช้ศัพท์ไม่ฉะฉานหรือคล่องเหมือนเดิม อาจจะเริ่มมีปัญหากับ การเขียน การวาดภาพ หรือการแต่งตัว ซึ่งทำให้แลดูเป็นคนที่เงอะงะหรือซุ่มซ่าม

    ในระยะนี้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ยังสามารถสื่อสารบอกความคิดพื้นฐานของตนได้ และยังสามารถทำงานหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่ในกิจกรรมที่ต้องอาศัยกระบวนการคิดหรือการรู้อย่างมากอาจต้องอาศัยผู้ช่วยหรือผู้ดูแล
  • ระยะสมองเสื่อมระยะปานกลาง(Moderate dementia) จะพบความเสื่อมของสมองจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถนึกหาคำศัพท์ได้ ทำให้ใช้ศัพท์ผิดหรือใช้คำอื่นมาแทน (paraphasia) ทักษะการอ่านและการเขียนค่อยๆ เสียไปเรื่อยๆ

    ทักษะต่างๆลดลง จนไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้อย่างปกติ ความทรงจำระยะยาวซึ่งแต่เดิมยังคงอยู่ก็จะค่อยๆ บกพร่องไป และอาจลืมวิธีทำอะไรง่ายๆ เช่น อาจมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้

    ความจำของผู้ป่วยจะแย่ลงเรื่อยๆ อาจจำคนในครอบครัวหรือญาติสนิทไม่ได้ หลงทางในที่ที่คุ้นเคย,หนีออกจากบ้านเพราะเกิดสับสน หรือเห็นภาพหลอนในเวลาโพล้เพล้หรือกลางคืน (sundowning) ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย อาจมีอารมณ์แปรปรวน เช่น ร้องไห้ หรือก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผล ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยเกิดอาการเชื่อว่าบุคคล,สิ่งของ หรือสถานที่เปลี่ยนแปลงไป


  • ระยะสมองเสื่อมระยะสุดท้าย (Advanced dementia)เป็นระยะที่ความจำ การตัดสินใจ และการใช้เหตุผลสูญเสียไปทั้งหมด

    ทักษะทางภาษาของผู้ป่วยลดลง ตั้งแต่พูดได้เพียงวลีง่ายๆ หรือคำเดี่ยวๆ จนถึงขั้นไม่สามารถพูดได้เลย อาจมีอารมณ์ก้าวร้าว แต่อาการซึมและความอ่อนเพลียจะเด่นกว่า จนในที่สุดผู้ป่วยจะไม่สามารถทำกิจกรรมใดได้เลย มวลกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวร่างกายลดลงจนผู้ป่วยต้องนอนนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่สามารถแม้แต่ป้อนอาหารด้วยตนเองได้ ทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน

    โรคอัลไซเมอร์ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยตรง แต่การเสียชีวิตมักเกิดจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น แผลกดทับหรือโรคปอดบวม





credit:http://th.wikipedia.org
Continue reading...

11/13/2555

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่


Urinary Incontinence หรือการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่



ถ้าเปรียบเทียบร่างกายคนเรากับรถยนต์ เครื่องยนต์ก็คืออวัยะภายใน ถ้าถูกใช้งานอย่างหนัก และขาดการเอาใจใส่ดูแลการเสื่อมสภาพย่อมเป็นไปตามธรรมดาและโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ตามมา หนึ่งในนั้นคือ อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งมีอยู่หลายแบบ




  • อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เพราะแรงบีบตัวที่เกิดขึ้นเมื่อมีความต้องการถ่ายปัสสาวะอย่างมาก แต่กลั้นไว้จนไปถึงห้องน้ำไม่ทัน ซึ่งปัญหานี้มักมาจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป การรักษาต้องฝึกควบคุมกระเพาะปัสสาวะ หรือใช้ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะร่วมด้วย
  • อาการกลั้นไม่อยู่เพราะแรงกดดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นขณะ จาม ไอ หัวเราะ หรือมีการเคลื่อนไหวกดดันกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะเล็ดออกมา อาการนี้มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อกะบังลมหย่อน การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะช่วยได้บ้าง
  • การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เพราะปัสสาวะล้น เกิดขึ้นในภาวะที่ปัสสาวะได้ไม่หมด อาจเกิดจากการอุดตัน เช่น ต่อมลูกหมากโต ดังนั้นเมื่อกระเพาะปัสสาวะขยายเต็มที่แล้ว ปัสสาวะจึงล้นและไหลออกมา ซึ่งกรณีนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
ถ้าพบอาการดังกล่าว อย่านิ่งนอนใจควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที

credit: พบหมอศิริราช โดอย อ.นพ.บรรณสิทธิ์ ไชยประสิทธิ์
Continue reading...

10/16/2555

โรคกระดูกพรุนกับการออกกำลังกาย


โรคกระดูกพรุน

คือภาวะที่เนื้อของกระดูกมีมวลลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน ทำให้มีโอกาสที่กระดูกเปราะบางและหักง่ายขึ้น ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุ สาเหตุมาจากมวลของกระดูกลดลงเรื่อยๆ

และอาจมีอาการกระดูกสันหลังทรุดทำให้หลังโกง ซึ่งในรายที่มีอาการหลังโกงมากๆ ส่งผลให้ปอดทำงานได้น้อยลง และเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

นอกจากนี้ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายจะถูกเปลี่ยนไปข้างหน้า ทำให้มีความเสี่ยงต่อการหกล้มและทำให้เกิดกระดูกหักในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ส่วนใหญ่กว่าครึ่งของผู้ที่มีอาการกระดูกทรุดจากภาวะโรคกระดูกพรุนจะปวดหลังและอาจมีอาการปวดเรื้อรังซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อหลังที่อ่อนแรง

นอกจากอายุที่มากขึ้น, การขาดแคลเซี่ยม ยังมีอีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ การไม่ได้ออกกำลังกาย,การไม่ค่อยเคลื่อนไหว หรือมีกิจกรรมในแต่ละวันน้อย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มมวลกระดูก ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี ก็คือ วิตามินดีในแสงแดดนี่แหล่ะ

เพราะฉะนั้น การออกกำลังกายในช่วงเวลาแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้า นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์แล้ว ยังสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว
Excerise helps us have good figure

สำหรับผู้สูงอายุ ควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมหรือทำให้ร่างกายอ่อนล้าจนเกินไป เช่น การเดิน, เต้นรำ, รำกระบอง หรือ รำไทเก็ก ฯลฯ

ส่วนในผู้ที่มีอาการกระดูกผุแล้วอาจทำกิจกรรมง่ายๆ และควรใช้เข็มขัดพยุงหลังช่วงที่ออกกำลังกาย เช่น ยกแขนขึ้นลงข้างลำตัว, นั่งเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นลงเหมือนเดินหรือปั่นจักรยาน, บิดตัวไปซ้ายและทางขวาเท่าที่ทำได้, การเดินในน้ำ หรือกิจกรรมเบาๆ ที่ไม่เสี่ยงต่อการหกล้ม และไม่ส่งผลต่อกระดูกสันหลัง หรือต้องใช้จุดสมดุลของร่างกาย (ทั้งนี้ทั้งนั้นความแตกต่างของกล้ามเนื้อก็มีส่วนสำคัญในการเลือกวิธีออกกำลังกายด้วยเช่นกัน)

ไม่เพียงที่การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มมวลกระดูก ทำให้กระดูกหนาขึ้น ไม่เปราะ บาง แตกหักง่าย, กล้ามเนื้อหลังที่แข็งแรงจะช่วยพยุงกระดูกให้แข็งแรงเพิ่มขึ้น และการออกกำลังกายยังช่วยเสริมระบบประสาทที่ช่วยป้องกันการหกล้ม ทำให้การทรงตัวดีขึ้น ลดอันตรายจากหกล้มได้อีกด้วย

สำหรับเด็กๆ หรือ ผู้ที่ยังแข็งแรงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกันการดื่มนมเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง กล้ามเนื้อแข็งแรง รูปร่างสวยงาม การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก เพียงอาทิตย์ละ 3 วัน วันละประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น จะช่วยป้องกันภาวะของโรคกระดูกพรุนได้


ขอบคุณข้อมูล: พบหมอศิริราช โดย ผศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช



2livehealthy.blogspot.com เป็นผู้โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า โดยการให้ข้อมูล ในการซื้อสินค้ากับเทรนดี้เดย์ www.trendyday.com ในฐานะสมาชิก affiliate ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน)
Continue reading...

10/14/2555

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสุขภาพดี


อย่ามองว่าการล้างหน้าเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะนี่แหล่ะคือกุญแจสำคัญของการมีผิวที่สุขภาพดี

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าให้เราเลือกใช้มากมายและมีหลากหลายรูปแบบ ทั้ง สบู่ก้อน, สบู่เหลว,โฟม,เจล,น้ำมัน,ครีม หรือน้ำมันที่กลายสภาพเป็นครีมเมื่อถูกน้ำ




แล้วผลิตภัณฑ์แบบไหนล่ะที่เหมาะกับผิวของเรามากที่สุด?


เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ เหล่านี้ ว่าแต่ละอย่างทำมาจากอะไร จะได้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้อยู่นั้นเหมาะกับผิวของเราหรือเปล่า
  • สบู่ก้อน

    Soap เกิดจากการผสมของ ไขมันพืช หรือ ไขมันสัตว์ กับ ด่างของโซเดียม หรือ โปแตสเซียม โดยทั่วไปมี มีความเป็นด่างและเป็นประจุลบ มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดและการเกิดฟองดีมาก แต่ด้วยคุณสมบัติที่ชะล้างความมันได้ดี อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังได้
    ภายหลังการล้างหน้าผิวจะมีสภาพความเป็นด่างสูง ซึ่งเป็นสภาวะที่แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว เจริญเติบโตได้ดี สบู่ก้อนจึงเหมาะกับผู้ที่มีผิวปกติ หรือ ผิวมัน แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางและระคายเคืองง่าย นอกจากนี้บางคนใช้สบู่ก้อนถูตัวไม่มีปัญหา แต่ถ้านำมาใช้ล้างหน้าด้วยก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้
  • สบู่สังเคราะห์

    Syndet หรือ Soapless Soap ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อาจมาในรูปสบู่เหลว, สบู่ก้อน, โฟม หรือ เจล ก็ได้ สบู่สังเคราะห์สามารถปรับความเป็นกรดด่างให้เท่ากับผิวหนังของเราได้ และอาจมีการเติมสารที่ช่วยบำรุงความชื่นชื้นแก่ผิวหนัง
    สาร Surfactant เป็นสารทำความสะอาดที่นิยมใช้ใน Syndet หรือ Soapless Soap เพราะมีคุณสมบัติช่วยให้คราบไขมัน,สิ่งสกปรกบนผิวละลายรวมกับสบู่สังเคราะห์ และล้างออกด้วยน้ำได้ สารเหล่านี้มีอยู่หลายประเภท อาจเป็นประจุบวก, ประจุลบ, ไม่มีประจุ หรือ มีทั้งประจุบวกและประจุลบ ซึ่งความแตกต่างก็เป็นลูกเล่นของแต่ละผู้ผลิต และ สารที่มีประจุจะเกิดฟองและทำความสะอาดได้ดีกว่า สารที่ไม่มีประจุ แต่ ก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้มากกว่า

  • Healthy skin
  • โลชั่นเช็ดผิวหน้า

    หรือที่รู้จักกันว่า , Toner และยังมีชื่อเรียกอื่นเช่น Astringent หรือ Clarifying Lotion Toner มักนิยมใช้หลังจากล้างหน้า เพื่อกระชับรูขุมขน และใช้ในผู้ที่เป็นสิวง่าย นิยมเก็บไว้ในที่เย็น หรือตู้เย็นที่ไม่เย็นจนเกินไป เพราะเมื่อใช้เช็ดผิวจะรู้สึกเย็น และผิวสดชื่น บางแบรนด์อาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ เพื่อชวยลดความมันบนใบหน้า

  • ครีมทำความสะอาดผิว

    Cleansing Cream หรือ Cleansing Oil และอาจมาในรูป Cleansing Milk ครีมน้ำนม ครีมทำความสะอาดผิวเหล่านี้ เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง แพ้ง่าย มีคุณสมบัติใช้เช็ดเครื่องสำอางได้ดี เพราะเครื่องสำอางส่วนใหญ่สามารถละลายในน้ำมัน ได้ดีกว่าในน้ำ

  • สครับ

    Scrup เม็ดสครับจะช่วยขัดเซลล์ผิวชั้นบนๆ ของหนังกำพร้าซึ่งเป็นเซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไป ทำให้ผิวสะอาดขึ้น และ การใช้สครับบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ สำหรับผู้ที่มีผิวบาง ควรเลือกชนิดที่เม็ดสครับขนาดเล็กและละเอียดมากๆ เพราะความกระด้างและขนาดของเม็ดสครับที่มีขนาดใหญ่ จะทำร้ายผิวได้มากกว่า
    การสครับผิวควรถูวนบนใบหน้าอย่างเบามือ ในช่วงแรกอาจทำทุกวัน ผ่านไป 2-3 วัน หรือ 1 อาทิตย์ (ขึ้นอยู่กับลักษณะผิว) ควรลดจำนวนครั้งลงเหลือ อาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้ง หรือ สองอาทิตย์ครั้ง สำหรับคนผิวบาง

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทไร้ไขมัน

    Lipid Free Cleanser เป็นสารทำความสะอาดผิวหนังโดยไม่มีสบู่และไขมัน ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำล้าง แต่สามารถทำความสะอาดผิวที่แห้งได้โดยเช็ดแล้วทิ้งฟิล์มให้ความชุ่มชื้นไว้

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวล้วนแล้วสามารถล้างไขมันบนผิวหนังได้ แต่ถ้าใช้ชนิดที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง หรือ ใช้บ่อยเกินไป และเลือกชนิดที่ไม่เหมาะกับผิวหน้า ก็จะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ แรกเริ่มอาจทำให้รู้สึก ผิวแห้ง ตึง, เริ่มมีริ้วรอย และหากในผู้ที่มีอาการแพ้อาจเป็น รอยผื่นแดง, ผิวแตก, ผิวเป็นขุย จนถึงขั้น ผิวหนังอักเสบได้

อีกทั้ง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว จะมีการใส่ สี, น้ำหอม เพื่อให้น่าใช้ขึ้น หรือใส่สารกันบูด, ยาฆ่าเชื้อ ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น สารปรุงแต่งเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการแพ้ได้

การล้างหน้าไม่จำเป็นต้องขัดถูแรง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน จะมีฟองหรือไม่มีฟองก็ได้ เมื่อล้างหน้าแล้ว รู้สึกสะอาดสดชื่น หน้าไม่แห้งตึง เป็นขุย หรือแสบ
Continue reading...

10/09/2555

What is GP4G? and Benefits of GP4G


GP4G or Phytoplankton
Water and Glycerin and Artemia Extract


A unique plankton extract that energizes, protects skin from environmental stresses, and enhances maintenance and repair.


Phytoplankton derived from the Greek words, Phyto means plant

and Plankton means made to wander or drift.
They are microscopic organisms that live in any watery environments, both fresh and salty, some are bacteria, protists and most are single-celled plants.


Phytoplankton have chlorophyll to capture sunlight and they usend they use photosynthesis to turn it into chemical energy, like land plants. All phytoplankton photosynthesize consume carbon dioxide, and release oxygen, but some get additional energy by consuming other organisms.

There are many research of Scientists that the appearance of tiny organisms with the ability to convert sunlight, warmth, water and minerals into protein, carbohydrates, vitamins and amino acids marked the beginning of life, the single-cell plants that are the basis of all other life forms on planet earth. They are the 'vegetation' of the ocean.

So Phytoplankton provides essential life support to us directly - as a source of valuable vitamins and minerals - and indirectly, as a source of our oxygen.

Phytoplankton are the food utilized by the worlds largest and longest living animals. Blue whales, Bowhead whales, Whale Shark and many other types of whales all eat plankton. These whales live between 80 - 150 years old, can maintain great strength and endurance throughout their lives.

Phytoplankton provide many if not all of the trace elements we need, to keep this balance in our bodies, and help us live a full life at optimum health levels.

  1. For General Nutrition they contain ultra-potent lipids to enhance brain function.
  2. Supports a healthy heart with their variety of minerals and vitamins.
  3. Clinical tests show that phytoplankton can reduce cholesterol.
  4. Shown to stabilize blood sugar levels.
  5. Supports us in general mental alertness and can combat ADHD, Parkinson's and general dementia.
  6. Relieve pain and inflammation in our joints.
  7. Help in prevention of psoriasis and dermatitis.
  8. For good vision phytoplankton have been shown to be more effective than Lutein. As well, they support a healthy liver, good sleeping habits and an increase in energy levels.
  9. A list of the nutrition available from phytoplankton, include Vitamins B12, C and E, magnesium, chlorophyll, potassium and numerous other vitamins and minerals.

credit:
http://earthobservatory.nasa.gov
http://EzineArticles.com/?expert=Mike_Vincent
Continue reading...
 

To live healthy Copyright © 2009 Cosmetic Girl Designed by Ipietoon | In Collaboration with FIFA
Girl Illustration Copyrighted to Dapino Colada