แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nutrition แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nutrition แสดงบทความทั้งหมด

11/28/2555

ผลข้างเคียงของน้ำมันปลา (Fish Oil)


ที่มาของคุณประโยชน์ในน้ำมันปลา

น้ำมันปลาไม่ใช่น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้มาจากเนื้อและหนังของปลา ในน้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและให้ประโยชน์อื่นแก่ร่างกายคนเราคือ
Fishing boat
  • EPA (Eicosapentaenoic acid)
  • DHA (docosahexaenoic acid)
อันที่จริงแล้วปลาและสัตว์ทะเลต่างๆ มีกรดไขมันโอเมก้า3 จากการบริโภคสาหร่ายขนาดเล็ก, แพลงตอนที่สร้างกรดไขมัน omega-3 รวมถึงปลาเหยื่อที่สะสมกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากนี้ในแพลงตอนและสาหร่ายขนาดเล็กต่างๆ ยังมี ไอโอดีน และ ซีลีเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

กรดไขมันโอเมก้า3 ที่นำมาทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มาจากปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน แต่เพราะปลาขนาดใหญ่เหล่านี้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารทางทะเล จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสะสมและปนเปื้อนสารที่เป็นพิษ

เนื่องจากน่านน้ำทะเลหลายแห่งมีสารพิษตกค้างอยู่ในปริมาณสูง และปลาที่จับได้ก็อาจมีการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ เช่น Dioxin, Methyl mercury และ polychlorinated biphenyl

ว่ากันว่าการบริโภคน้ำมันปลาสามารถให้ประโยชน์แก่ร่างกายคนเรามากมาย แต่คงมีอีกหลายๆคนที่ไม่ทราบว่า น้ำมันปลาก็ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายเราได้เช่นกัน

ทำความรู้จักนัำมันปลาให้มากขึ้น

  • ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride)ได้ระดับหนึ่ง,เพิ่มระดับของ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) หรือไขมันที่ดี แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีผลไปเพิ่มไขมัน แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL) ให้สูงตามมาด้วย

  • โรคหลอดเลือดสมองประกอบไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตกและอุดตัน การกินน้ำมันปลาอาจจะมีผลดีต่อการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตัน แต่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้มากขึ้นเช่นกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำว่าควรกินหรือไม่และในปริมาณเท่าใด

  • Children
  • DHA ในกรดไขมันโอเมก้า ช่วยเสริมสร้างระบบเซลล์สมองและระบบประสาทเพื่อเพิ่มความสามารถในการสื่อสารของเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ปีเท่านั้น

    จากการวิจัยพบว่าน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้มีความจำได้ดีในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่สารที่จะช่วยให้เด็กเกิดความฉลาดมากกว่าปกติแต่อย่างใด
    การได้รับสารอาหารครบทุกหมู่และการสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม จึงจะสามารถกระตุ้นให้เด็กสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผล

  • น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก ซึ่งเสี่ยงกับการเกิดพิษต่อร่างกาย หรืออาจมีสารพิษตกค้าง เนื่องจากภาวะมลพิษทางทะเลในถิ่นที่ปลาซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบอาศัยอยู่

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการกินน้ำมันปลา
Bad effects of taking too much Fish oil

  1. การเกิดเลือดออก เนื่องจากน้ำมันปลาสามารถลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด จึงส่งผลดีในกรณีโรคหัวใจทำให้เลือดใสขึ้น แต่อาจทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า และหยุดไหลยาก เพราะเลือดที่ใสจนเกินไป ทำให้แผลหายช้า และเลือดไหลออกนาน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด หรือ หญิงใกล้คลอดควรงดการทานน้ำมันปลา อย่างน้อยประมาณ 1 เดือน

  2. การได้รับน้ำมันปลาที่มี omega-3 มากเกินกว่า 3 กรัมต่อวัน สามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในคนไข้ที่ระบบหลอดเลือดอ่อนแออยู่แล้ว มีโอกาสที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดในสมองแตกได้ และอาจทำให้เกิดเลือดกำเดาได้ง่ายหรือมีเลือดออกปนออกมากับปัสสาวะจากการทดลองพบผลเสียจากการรับประทานน้ำมันปลาคือ เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากน้ำมันปลาทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอี

  3. ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานน้ำมันปลา เพราะพบรายงานที่ส่งผลข้างเคียงให้เกิดปัญหากับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (non-insulin dependent diabetes mellitus)

  4. ความดันโลหิตลดลง ผลต่อระบบเลือดที่กล่าวมาทั้งหมด หากคุณเป็นคนที่มีภาวะความดันต่ำอยู่แล้ว หรือได้รับยาลดความดันควบคู่ไปด้วย ต้องให้ความใส่ใจในผลของน้ำมันปลาที่อาจทำให้เกิดภาวะความดันต่ำได้

  5. Grilled fish.
  6. น้ำมันปลาถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษที่ตกค้างในปลาโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังมีการพัฒนาระบบกำจัดของเสียยังไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษเหล่านี้ จนเด็กๆแสดงอาการออกมาได้ และในหญิงตั้งครรภ์ หากได้รับสารพิษเหล่านี้จะส่งผลเสียโดยตรงต่อทารกในครรภ์

  7. การกินน้ำมันปลาเดี่ยวๆอาจไม่ให้ผลดีโดยรวมต่อเรื่องไขมันในเลือดแต่อย่างใด โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง เพื่อความปลอดภัยควรพบแพทย์และใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นๆเพื่อควบคุมอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดเสียก่อน แล้วเลือกใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมเพิ่มเติมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลา
  1. ควรเลือกแหล่งที่มาจากธรรมชาติเช่นผลิตจากปลาทะเล มีการตรวจสอบถึงความเข้มข้นของกรดไขมันที่เราต้องการ รวมทั้งปราศจากสารปนเปื้อนที่อาจติดมาด้วย

  2. Soft gel of fish oil
  3. ปริมาณของ DHA รวม EPA ต้องมีมากกว่า 20% เช่น ใน 1 บรรจุภัณฑ์หนึ่งหน่วยหนัก 525 mg ต้องมี DHA 60mg และ EPA 80mg เพราะบางแบรนด์มีน้ำหนักบรรจุ 1000mg/เม็ด แต่ปริมาณ DHA น้อยมาก ที่เหลือเป็นแป้งและส่วนผสมที่นำมาทำให้เป็นเม็ดแคบซูล

  4. สัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA ที่เหมาะสม คือ 1:2 หรือ 2:3 จึงเป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา ที่มีรูปแบบเป็น Soft gel ปิดสนิทจะช่วยปกป้องไม่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวข้างในให้เกิดการสลายตัวได้ดีกว่าแบบบรรจุในแคปซูลแข็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดรอยรั่วตรงขอบแคปซูล เมื่ออากาศเข้าไปจะเกิดการออกซิไดซ์ ทำให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสลายตัวคุณค่าที่มีประโยชน์ลดลง

  6. กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นสลายตัวง่าย จึงมีการเพิ่มวิตามิน E ในน้ำมันปลา เพราะวิตามิน E ทำหน้าที่เป็น Antioxidant ช่วยคงสภาพคุณประโยชน์ของกรดไขมันให้นานขึ้น

แหล่งข้อมูล:
  • Fish oil,www.wikipedia.org/
  • วาทิต ศาสตระวาทิต,งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ, www.gpo.or.th/rdi
  • วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
  • สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538
  • เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล,http://www.oknation.net/blog
Continue reading...

10/09/2555

What is GP4G? and Benefits of GP4G


GP4G or Phytoplankton
Water and Glycerin and Artemia Extract


A unique plankton extract that energizes, protects skin from environmental stresses, and enhances maintenance and repair.


Phytoplankton derived from the Greek words, Phyto means plant

and Plankton means made to wander or drift.
They are microscopic organisms that live in any watery environments, both fresh and salty, some are bacteria, protists and most are single-celled plants.


Phytoplankton have chlorophyll to capture sunlight and they usend they use photosynthesis to turn it into chemical energy, like land plants. All phytoplankton photosynthesize consume carbon dioxide, and release oxygen, but some get additional energy by consuming other organisms.

There are many research of Scientists that the appearance of tiny organisms with the ability to convert sunlight, warmth, water and minerals into protein, carbohydrates, vitamins and amino acids marked the beginning of life, the single-cell plants that are the basis of all other life forms on planet earth. They are the 'vegetation' of the ocean.

So Phytoplankton provides essential life support to us directly - as a source of valuable vitamins and minerals - and indirectly, as a source of our oxygen.

Phytoplankton are the food utilized by the worlds largest and longest living animals. Blue whales, Bowhead whales, Whale Shark and many other types of whales all eat plankton. These whales live between 80 - 150 years old, can maintain great strength and endurance throughout their lives.

Phytoplankton provide many if not all of the trace elements we need, to keep this balance in our bodies, and help us live a full life at optimum health levels.

  1. For General Nutrition they contain ultra-potent lipids to enhance brain function.
  2. Supports a healthy heart with their variety of minerals and vitamins.
  3. Clinical tests show that phytoplankton can reduce cholesterol.
  4. Shown to stabilize blood sugar levels.
  5. Supports us in general mental alertness and can combat ADHD, Parkinson's and general dementia.
  6. Relieve pain and inflammation in our joints.
  7. Help in prevention of psoriasis and dermatitis.
  8. For good vision phytoplankton have been shown to be more effective than Lutein. As well, they support a healthy liver, good sleeping habits and an increase in energy levels.
  9. A list of the nutrition available from phytoplankton, include Vitamins B12, C and E, magnesium, chlorophyll, potassium and numerous other vitamins and minerals.

credit:
http://earthobservatory.nasa.gov
http://EzineArticles.com/?expert=Mike_Vincent
Continue reading...

6/19/2555

What is Milk Calcium?


a glass of milk

Milk calcium

is becoming an increasingly important source of calcium supplementation in the food industry. It offers a unique combination of minerals important for proper bone growth, including calcium, phosphorus, magnesium and zinc. Sometimes called milk mineral complex or whey minerals,is a concentrated source of calcium and other minerals derived from milk.

Milk calcium is a natural and label-friendly ingredient that offers excellent purity, bland flavor and high bio-availability.
high calcium food

What is the important of Calcium?


Calcium is key in the building of new bone. And bone development occurs every day of your life. Your body naturally removes old bone and replaces it with new. Losing and growing bone differs depending on your age.

When you were young, you made much more bone than you lost, but the problems start when this balance tips too far in the other direction, and you start losing bone much faster than you can grow it.

Bone loss begins in adult and becomes more serious after age 50. Especially in women, the hormonal changes of menopause ,the drop in estrogen levels that occur with it can greatly worsen the imbalance. The bones naturally lose mass, becoming more brittle.

high calcium food
Because calcium isn't produced by your body, the amount you have depends on the foods you eat that is found in some foods, available as a dietary supplement and some medicines.
The body uses bone tissue as a reservoir for, and source of calcium, to maintain constant concentrations of calcium in blood, muscle, and intercellular fluids. Otherwise,Calcium is required for vascular contraction and vasodilation, muscle function, nerve transmission, intracellular signaling and hormonal secretion.

Which food are high in Calcium?


Dairy products are a good source of easily absorbed calcium and include milk, cheese, yogurt and sour cream, salmon is high in calcium, as are most meats, and calcium is also in eggnog, spinach, peanuts and almonds.

Here's a chart showing how much calcium - measured in milligrams (mg) that you need based on your age.

calcium consumption chart
Continue reading...

6/12/2555

Chlorophyll is found in?


Chlorophyll


Chlorophyll is the green coloration in leaves and the molecule that absorbs sunlight and uses its energy to synthesis carbohydrates from CO2 and water. This process is known as photosynthesis and is the basis for sustaining the life processes of all plants. Since animals and humans obtain their food supply by eating plants, photosynthesis can be said to be the source of our life also.

vegetable
Chlorophyll as a Photoreceptor that traps this 'most elusive of all powers' and is called a photoreceptor. It is found in the chloroplasts of green plants, and is what makes green plants, green. The structure of Chlorophyll is very similar to the group founded in hemoglobin, except that the central atom in hemoglobin is iron, whereas in chlorophyll it is magnesium.

Benefit of Chlorophyll

This means when we ingested, chlorophyll actually helps to do the job of hemoglobin. It helps to rebuild and replenish our red blood cells, boosting our energy and increasing our wellbeing almost instantly, it has so many health benefits.
Chlorophyll consumption increases the number of red blood cells and, therefore, increase oxygen utilization by the body. Chlorophyll helps to regenerate our bodies at the molecular and cellular level and is known to help cleanse the body, fight infection, help heal wounds, and promote the health of the circulatory, digestive, immune, and detoxification systems, also reduces the binding of carcinogens to DNA in the liver and other organs.
It also breaks down calcium oxalate stones for elimination, which are created by the body for the purpose of neutralizing and disposing of excess acid.

Chlorophyll, being highly alkaline, also gives the body the following benefits:

  • Anti Carcinogenic: It blocks the metabolism in the body of harmful chemicals known as procarcinogens that damage DNA.
  • Antioxidant & Anti-inflammatory: containing high levels of the vitamins A, C and E, chlorophyll has strong antioxidant capacity.
  • Chelation of Heavy Metals: chlorophyll is one of the most important chelate in nature. Its ability to bind to and remove toxic heavy metals such as mercury makes it an extremely powerful healer.
  • Antiseptic: It has the ability to aid our body’s tissue in destroying germs. By strengthening tissue, it increases the disease resistance of cells and, at the same time, prevents the growth of bacteria!
  • Treats Bad Breath: Chlorophyll helps for bad breath, as a deodorizer, it will eliminate odors in the mouth and throat, and then it promotes a healthy digestive tract – which is the primary reason for bad breath.
  • Chlorophyll Delivery Magnesium rapidly: this has a highly alkalizing effect on the body and helps to deliver much needed oxygen to cells and tissues.
  • Contains vitamin K, C, folic acid, iron, calcium, protein: which are all also essential in building and repairing red blood cells and boosting our immune system.
cabbage

Where is the source of chlorophyll?

Vegetable are a good source that it contains chlorophyll table such as spinach, lettuce, broccoli, Asian greens, green capsicum, asparagus, peas, beans, kale etc.
Continue reading...

6/11/2555

Calcium Benefit แคลเซียมนั้นสำคัญไฉน


sponsored

Calcium Benefit แคลเซียม มีความสำคัญอย่างไร?

แร่ธาตุพื้นฐาน ที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากๆ ชนิดหนึ่งคือ "แคลเซียม" ซึ่งเราสามารถพบมากในอาหารจำพวกปลา กุ้งแห้ง นม หรือในเต้าหู้เนื้อแข็ง
Milk แคลเซียมมีมากในนม
โดยทั่วไป ในร่างกายของคนเรา มีแคลเซียม สะสมอยู่ในกระดูกมากถึง 99%

หน้าที่หลักของแคลเซียมคือ ช่วยลดการเกิดโรคกระดูกพรุน, ลดการแตกหักของกระดูกสะโพกที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ กับผู้หญิง และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคความดัน และอาการผิดปกติต่างๆ ก่อนการมีประจำเดือนด้วย

เรียกได้ว่า แคลเซียมมีความบทบาทสำคัญ ต่อหัวใจ ประสาท กล้ามเนื้อ และอวัยะอื่นๆ ให้ทำงานได้ปกติ

แต่เพราะว่าในกระดูกคนเรามีเซลล์ชนิดหนึ่ง เรียก "osteoclasts" ที่ทำหน้าที่สลายสารแคลเซียม เพื่อส่งแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด

และถ้าร่างกายเราไม่ได้รับแคลเซียมชดเชยในปริมาณที่เพียงพอในแต่วัย อาจทำให้เกิดอาการขาดแคลเซียมได้ ซึ่งถ้าหากเป็นเด็ก สามารถชดเชยแคลเซียมที่สูญเสียไป ด้วยการรับประทานแคลเซียมเพิ่มเติม แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ และโดยเฉพาะผู้หญิงวัยทองหรือ วัยหมดประจำเดือน การสูญเสียแคลเซียม อาจเลยเถิดจนเป็นสภาพที่ถาวรและรุนแรงจนเกิดโรคกระดูกพรุนได้
นอกจากนี้ แคลเซียมที่ถูกสลายออกมา และร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทั้งหมด ก็เกิดการสะสมเป็นหินปูน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และอาการชัก

Vegetable

ความต้องการแคลเซียมเพื่อชดเชยการสูญเสียในแต่ละวันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ และภาวะของร่างกาย

ช่วงอายุปริมาณแคลเซี่ยมที่ควรได้รับต่อวัน
เด็กแรกเกิด ถึง 6 เดือน
210  มิลลิกรัม
6 เดือน - 1 ปี
270  มิลลิกรัม
1 - 3 ปี
700  มิลลิกรัม
4 - 8 ปี
1000  มิลลิกรัม
9 - 18 ปี
1300  มิลลิกรัม
19 - 50 ปี
1000  มิลลิกรัม
51 - 70 ปี
1200  มิลลิกรัม
มากกว่า 70 ปี
1200  มิลลิกรัม
หญิงมีครรภ์,หญิงให้นมบุตร
1300  มิลลิกรัม
วัยหมดประจำเดือน
1000 - 1500 มิลลิกรัม


ขอบคุณแหล่งข้อมูล:
พบหมอศิริราช - รศ.นพ.สารเนตร ไวคกุล
vatchinan2.blogspot.com - นพ.มานิตย์ วัชร์ชัยนันท์

Continue reading...

1/30/2555

Carbohydrate คาร์โบไฮเดรต


Carbohydrate (คาร์โบไฮเดรต)

เป็นสารอาหารที่มี คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน (Carbon, Hydrogen and Oxygen) เป็นองค์ประกอบสำคัญ คาร์โบไฮเดรตที่มีในอาหาร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม


พวกที่เป็นน้ำตาล - คาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานและละลายน้ำได้ แบ่งออกได้ 

  1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ โมโนแซ็กคาไรด์ Monosaccharide เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีก สามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ตัวอย่างของน้ำตาลชนิดนี้ คือ กลูโคส , ฟรุกโตส , และแกแล็กโตส
    sugar
    • Glucose (กลูโคส) พบในผักและผลไม้ที่มีรสหวาน

    • Fructose (ฟรุกโตส) มีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบในน้ำผึ้งและผัก ผลไม้ที่มีรสหวานเช่นกัน

    • Galactose (แกแล็กโตส) พบในน้ำนม

  2. น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็กคาไรด์ Disaccharides เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดจากการรวมตัวของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้ น้ำตาลชนิดนี้ เมื่อกินเข้าไป ร่างกายจะย่อยสลาย ให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน จึงดูดซึมไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างของน้ำตาลชนิดนี้ คือซูโครส หรือ น้ำตาลทรายมอลโทส และ แล็กโทส (Sucrose , Maltose or Malt Sugar and Lactose)

  3. Sucrose (ซูโครส) พบในผักและผลไม้ เช่น อ้อย ตาล มะพร้าว หัวบีท ฯลฯ Sucrose แตกตัวออกจะได้ Glucose (กลูโคส) และ Fructose (ฟรุกโตส) อย่างละ 1 โมเลกุล

  4. Maltose (มอลโทส) พบใน ข้าวบาร์เลย์ หรือ ข้าวมอลต์ ที่นำมาทำเบียร์ เครื่องดื่มมอลต์ต่างๆ Maltose เมื่อแตกตัวออกจะได้ Glucose (กลูโคส) 2 โมเลกุล

  5. Lactose (แล็กโทส) พบในน้ำนม Lactose เมื่อแตกตัว จะได้ Glucose (กลูโคส) และ Galactose (แกแล็กโตส) อย่างละ 1 โมเลกุล

พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล - เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีรสหวาน ละลายน้ำยากหรือไม่ละลายเลย

กลุ่มที่ไม่ใช่น้ำตาลนี้ เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ Monosaccharide โมโนแซ็กคาไรด์ จำนวนมาก เกาะรวมตัวกัน เป็นสารที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน เรียกว่า Polsaccharide (พอลิแซ็กคาไรด์) ตัวอย่าง ของ Carbohydrate (คาร์โบไฮเดรต) กลุ่มนี้ ได้แก่
Fruit

  1. Flour (แป้ง) เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่พืชเก็บสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ ส่วนของเมล็ด ราก หรือ หัว

  2. Cellulose (เซลลูโลส) เกิดจาก กลูโคส ประมาณ 50,000 โมเลกุล เชื่อมต่อกันเป็นสายยาว ขนานกัน และ มี แรงยึดเหนี่ยวระหว่างสาย จึงมีลักษณะเป็นเส้นใยพบในพืช โครงสร้างส่วนใหญ่ของพืชเป็น เซลลูโลส โดยเฉพาะที่ เปลือก ใบ และเส้นใยที่ปนอยู่ในเนื้อผลไม้

    ร่างกายคนเราไม่สามารถย่อยสลายเซลลูโลสได้ แต่จะขับถ่ายออกมาในลักษณะของกาก ที่เรียกว่า เส้นใยอาหาร , เส้นใยอาหาร ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ขับถ่ายสะดวก พืชประเภทผัก และถั่ว ผลไม้ มีเซลลูโลสอยู่ปริมาณสูง จัดเป็นแหล่งที่ให้เส้นใยอาหาร จึงควรกินเป็นประจำทุกวัน ประมาณ 20 - 36 กรัม ต่อวัน

  3. Glycogen (ไกลโคเจน) เป็นคาร์โบโฮเดรตประเภทแป้ง ที่สะสมอยู่ในร่างกายของคน และ สัตว์ ไม่พบในเซลส์พืช พบมากใน ตับ และ กล้ามเนื้อ บางทีเรียกว่า แป้งสัตว์ มีส่วนประกอบคล้ายแป้ง แต่มีกิ่งก้านมากกว่า เมื่อแตกตัวออกจะได้กลูโคส เมื่อปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง หรือร่างกายขาดสารอาหาร ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนเป็น Glucose (กลูโคส) เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายต่อไป ไกลโคเจนประกอบ ด้วยกลูโคสประมาณ 10,000-30,000 โมเลกุล
คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารหลัก ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายนำมาใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่างกายต้องใช้พลังงาน จากคาร์โบไฮเดรต ในแต่ละวันประมาณร้อยละ 50 - 55 ของพลังงานทั้งหมด ที่ได้รับจากอาหาร ดังนั้น การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตประเภทแป้งให้ได้ปริมาณ 300 - 400 กรัมต่อวัน เป็นปริมาณที่เพียงพอกับปริมาณพลังงาน ที่ร่างกายต้องการ
Continue reading...

1/29/2555

Protein Consumption : โปรตีนแต่ละวัน


ควรทานโปรตีนเท่าไรในแต่ละวัน

อย่างที่รู้ๆ กัน ปัจจุบันนี้การทานให้ครบห้าหมู่กลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนเมือง ที่มีชีวิตแบบรีบเร่ง อยู่ตลอดเวลา หยวนๆ กินให้อิ่มแล้วรีบไปทำงานกันซะส่วนใหญ่ แถมพอมีเวลาบ้าง ก็ทานตามร้านอาหาร ทางหนึ่งเพื่อเป็นการพักผ่อน พบปะ เพื่อนฝูง อีกทาง บั่นทอนกระเป๋าตังค์แก้เซ็ง

แต่ละคนก็มีความชอบที่ต่างกัน บางคนชอบทานอาหาร กลุ่มคาร์โบไฮเดรต อย่าง ขนมปัง บางคนชอบขนาดที่ว่า ถ้าขนมปังหน้าตาไม่เหมือนกัน ต้องลองชิมเลยว่ารสชาติต่างกันตรงไหน

บ้างก็ทานข้าวแยะมากๆ ไม่งั้นไม่อิ่ม จริงๆ แล้วจะดีกว่า ถ้าเราสามารถจัดสรร กลุ่มอาหารต่างๆ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายเรา เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ยืนยาว

อย่างที่เราเคยเรียนกันมาว่า ควรทานอาหารให้ครบ ห้าหมู่ในแต่ละวัน อย่าง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ แล้วปริมาณที่เหมาะสม สำหรับร่างกายแต่ละคน นั้นควรเป็นปริมาณเท่าใด
protein ,meat
Protein,shrimp

โปรตีน เราต้องการโปรตีนเท่าไร
ร่างกายคนเราต้องการโปรตีน ในการเสริมสร้างการเติบโต พอโตเต็มที่ ก็ใช้ในการซ่อมแซม โปรตีน จึงเป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้เลย แต่บริโภคมาก พานจะอ้วนเกินไปอีก เพราะงั้นปริมาณที่เหมาะๆ สำหรับแต่ละคน เราสามารถคำณวนได้ตามน้ำหนักของแต่ละบุคคลเลย

สูตรหาปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมแต่ละวัน
  1. สูตรนี้ใช้น้ำหนักของเราที่เป็นกิโลกรัมแล้วนนำมาคูณกับอัตราคูณ ช่วง 0.8 ถึง 1.8 เพื่อหาปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมกับร่างกาย (หน่วยเป็นกรัม)
  2. กรณีที่ใช้น้ำหนักหน่วยเป็นปอนด์ ต้องนำน้ำหนักปอนด์ หารด้วย 2.2 เพื่อให้ได้น้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัม แล้วจึงนำไปคำนวณตามข้อ 1
เงื่อนไขการใช้ตัวคูณ 0.8 -1.8 กรัม
  1. ตัวคูณ 0.8 ใช้สำหรับคนสุขภาพปกติ และไม่ได้มีกิจกรรมในวันมาก
  2. ส่วนตัวคูณที่สูงขึ้น เช่น ช่วงระหว่าง 1 ถึง 1.8 ใช้สำหรับผู้ที่มี ความเครียด, กำลังตั้งครรภ์, อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย หรือ ผู้ที่ออกกำลังกายหนักอย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงเป็นผู้ที่มีความต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูงกว่า
ตัวอย่าง :
  1. น้ำหนักเป็น ปอนด์ ให้แปลงน้ำหนัก ให้เป็น กิโลกรัม ซะก่อน เช่น น้ำหนัก 154 ปอนด์ (lbs) แปลงตามสูตร ได้ 70 (kgs)
    • 154 lbs / 2.2 = 70 kgs.

  2. การหาปริมาณบริโภคโปรตีน สำหรับ ชายน้ำหนัก 70 กก. ที่ออกกำลังกาย และยกน้ำหนัก อย่างสม่ำเสมอ จึงต้องใช้ตัวคูณช่วง 1-1.8 ในที่นี้เลือกใช้ 1.5
    • 70 กก. x 1.5 = 105 กรัมต่อวัน

ผลลัพท์คือ ผุ้ชายที่น้ำหนัก 70 กิโลกรัม หรือ 154 ปอนด์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปริมาณบริโภคโปรตีนที่เหมาะสม อยู่ที่ 105 กรัมต่อวัน
Continue reading...

1/13/2555

Vitamin E benefit วิตามินอีดีอย่างไร


วิตามินอี Vitamin E

เป็น วิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในไขมัน และมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ และ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลาย
sponsored

วิตามินอี เป็นตัว Antioxidant คือเป็นตัวการทำให้เกิดการเผาผลาญโดยใช้ ออกซิเจน ทำให้ร่างเผาผลาญได้ดี, ช่วยการสร้างเลือด ขยายเส้นเลือด ลดความเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวกับสมองและหัวใจเพราะวิตามินอี

และช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ลดการจับตัวเป็นลิ่มเลือด,บำรุงตับ,ช่วยเซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามปกติ,ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น และ ช่วยสมานแผล เช่นแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น


วิตามินอี Vitamin E เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับร่างกายและหากเกิดภาวะ การขาดวิตามินอี จะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก เพราะวิตามินอี ทำหน้าที่เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant


การขาดวิตามินอี ทำให้สารที่เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเข้าไปจับตัวและทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือด ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วขึ้น เมื่อร่างกายมีปัญหาในการดูดซึมไขมัน จึงส่งผลให้เกิดก้อนเลือด หรือภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท และเป็นโรคโลหิตจางได้ ฯลฯ


การรับประทานวิตามินอี เป็นอาหารเสริมในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง และสามารถกำจัดการติดเชื้อต่างๆ และผลของการเพิ่มขึ้น ของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเกิดจากวิตามินอี มีผลดีต่อผู้ที่ประสบกับภาวการณ์ดูดซึมในร่างกายผิดปกติ

นอกจากนี้วิตามินอียังช่วยป้องกันผลกระทบ จากความผิดปกติของฮอร์โมน จากต่อมหมวกไต ที่มากจนเกินไปซึ่งถูกปล่อยออกมาระหว่างที่ร่างกายเกิดความเครียด

ในขณะที่วิตามินอีมีประโยชน์มากมายหลายประการ แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง

แหล่งอาหารที่มีวิตามินอี

  • กลุ่มธัญพืช เช่น จมูกข้าวสาลี
  • ถั่วเปลือกแข็ง เช่น เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
  • น้ำมันพืชต่างๆ เช่น น้ำมันเมล็ดผ้าย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง
  • กลุ่มผักผลไม้ เช่น กะหล่ำปลี มันเทศ อโวคาโด ผักปวยเล้ง
Continue reading...

12/06/2554

Probiotics อะไรคือโพรไบโอติกส์


โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

หมายถึง แบคทีเรียในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ในรูปที่เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค เมื่อรับประทานด้วยปริมาณที่พอเหมาะ


โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

เป็นแบคทีเรียชนิด "มีประโยชน์" ทำหน้าที่ต่อสู้กับ แบคทีเรียชนิด "มีโทษ" ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเจ็บป่วยเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ท้องอืด รวมถึงอาการบีบตัวผิดปกติ ของกระเพาะอาหารและลำไส้

แบคทีเรียชนิด "มีประโยชน์" กลุ่ม Lactobacillus เช่น แลคโตบาซิลัส เอซิโดฟิลลัส( Lactobacillus acidophillus) แลคโตบาซิลัส บัลการิคัส ( Lactobacillus bulgaricus) และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส ( Streptococcus thermophillus)

ในการทดลองทางการแพทย์ ใช้โปรไบโอติกส์ กลุ่ม Lactobacillus ป้องกันและบรรเทาอาการท้องร่วงในเด็กทารก, รักษาอาการท้องร่วงรุนแรง, ลดอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินอาหารและการเสียชีวิตในทารก ที่คลอดก่อนกำหนด

โยเกิร์ต (yogurt)
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานจากงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นที่ยืนยันว่า
โปรไบโอติกส์ (Probiotics)
กลุ่ม Bifidobacteria เช่น
  • ไบฟิโดแบคทีเรียม ไบฟิดุม
    (Bifidobacterium bifidum)
  • ไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส
    (Bifidobacterium animalis)
สามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารที่มีโปรไบโอติกส์ คือ โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว ยกเว้นนมเปรี้ยวพร้อมดื่มยูเอชที เพราะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อที่ความร้อนสูง จึงไม่มีแบคทีเรีย กรดนมเหลืออยู่

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ที่ไม่มีน้ำตาล ยังช่วยในเรื่องสุขภาพช่องปากได้ด้วย เพราะ แบคทีเรียเหล่านี้ ลด ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ ซึ่งเป็นสารประกอบหลักที่ ทำให้เกิดกลิ่นปาก

โยเกิร์ต (yogurt)

แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่รบกวนจำนวนของโปรไบโอติกส์ เช่น ความเครียด, การกินยาปฎิชีวนะ ฯลฯ

ดร.เกลน กิบสัน ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยาอาหาร มหาวิทยาลัยรีดดิง ของอังกฤษ กล่าวว่า คนที่เดินทางบ่อย ผู้สูงอายุ และเด็ก มีโอกาสเกิดปัญหากับกระเพาะและลำไส้ จึงควรรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีโปรไบโอติกส์ร่วมกับอาหารทุกวัน

สารอาหารเสริม โปรไบโอติกส์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แล้วโอกาสที่ร่างกายเราจะมี โปรไบโอติกส์ มากเกินไป เป็นไปแทบไม่ได้ เพราะ แบคทีเรียในร่างกาย เราเป็นหมื่นเป็นล้าน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ แบคทีเรียที่มีประโยชน์ มีอยู่มากเกินไป
Continue reading...

11/23/2554

Vitamin B3 ความสำคัญของ วิตามินบี 3


วิตามินบี 3 Vitamin B3 อยู่ในกลุ่มวิตามินบี B-Complex หรือเรียกกันว่า ไนอาซิน Niacin เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กรดนิโคตินิก Nicotinic acid

การขาดวิตามินบี3 อาจก่อให้เกิดความเสียหายทางพันธุกรรม(DNA) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความสามารถป้องกันโรคมะเร็ง

ไนอาซินมีส่วนสำคัญในการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย โดยการแปลงไขมันและคาร์โบไฮเดรต

ไนอาซินยังถูกใช้ในการสังเคราะห์แป้งให้เป็นพลังงาน และเก็บไว้ในกล้ามเนื้อและตับเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย
และจากการศึกษาพบว่า การได้รับ Vitamin B3 ในปริมาณสูงๆ สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้

วิตามินบี 3 Vitamin B3 สามารถเพิ่มการสร้างคอลลาเจน collagen และ Lipid ในผิวหนังของร่างกายเรา และยับยั้งการสร้างสารเมลานิน Melanosome ซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้ผิวสีเข้มขึ้น ลดการอักเสบ การไหม้ของผิวหนัง Inflammation เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง

ไนอาซิน เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้น้อยที่สุด มีเสถียรภาพมาก สามารถคงทนต่อแสง ความร้อน ความชื้น สภาพกรด-ด่างได้เป็นอย่างดี

ด้วยคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพ และหาได้ไม่ยาก จึงมีการนำไนอาซิน หรือ วิตามิน บี3 ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเครื่องสำอาง บำรุงผิว กันแพร่หลาย
egg and wholewheat bread

ประโยชน์ของ วิตามินบี3 หรือ ไนอาซิน

  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant ช่วยต่อทำลายพิษหรือ ท็อกซินจากมลพิษ ลดความอยากดื่มแอลกอฮอล์ และ ยาเสพติด

  • ช่วยลดการสร้างเมลานินที่ทำให้สีผิวเข้มขึ้น ผิวไม่คล้ำมีแนวโน้มเป็น Whitening ช่วยลดการอักเสบของผิว เพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมความแข็งแรงาของชั้น Lipid ที่ป้กป้องผิว

  • ช่วยรักษาโรคปวดหัวไมเกรน
  • รักษาโรคทางจิตและโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง

  • ช่วยให้อาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น

  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง และ ลดโคเรสเตอรอล ลดไขมันเลว LDL

  • อาจจะช่วยลดการผลิตน้ำมันของผิวได้ แต่ยังไม่มีใครสามารถอธิบายการทำงานของมันได้
    และที่สำคัญ VITAMIN B3 ไม่สามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกายของคนเรา แต่สามารถรับ ได้จากอาหารหรือผิวหนังเท่านั้น แหล่งอาหารที่มี VITAMIN B3 คือ ชะอม ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ จมูกข้าว ขนมปังโฮลมีล
Continue reading...

11/15/2554

Zinc เราต้องกินสังกะสีจริงหรือ


Zinc หรือ สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย (Trace Minerals)

แม้ว่าร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่จะขาดไม่ได้เลย เพราะมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ถ้าขาดสารอาหารพวกนี้ไป ร่างกายก็ทำงานผิดปกติไป

ส่วนประกอบของสังกะสีในร่างกายมนุษย์ คือ 90% อยู่ที่ กระดูก กล้ามเนื้อ 10% อยู่ที่ ตับอ่อน ตับ เลือด และแบ่งย่อยลงอีก คือ สังกะสีที่อยู่ในเลือดนั้น 80% อยู่ในเม็ดเลือดแดง อีก 20% อยู่ในน้ำเลือด


สังกะสี มีลักษณะเหมือนกับแร่ธาตุและ วิตามิน อื่นๆ คือ เป็นสารอาหารทีไม่ให้พลังงาน แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกำกับการทำงานของร่างกาย มีความสำคัญต่อการทำงานของตับ,ตับอ่อน และ มีส่วนร่วมในการทำงานกับโปรตีนเอนไซม์ มากกว่า 100 ชนิด เอนไซม์

อาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์ที่เป็นสารสำคัญในการเกิดปฏิกิริยาภายในร่างกายเกือบทุกชนิดต้องการ เช่น ช่วยกำจัดแอลกอฮอล์ ในตับ ใช้ในขบวนการสร้างกำลังงาน สร้างกระดูกและฟัน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยการทำงานของระบบประสาทสมองให้สมดุล มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเจริญเติบโต สังกะสี ช่วยให้เซลส์สามารถจับกับวิตามิน เอ ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์ผิวพรรณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ มีสุขภาพดี แผลต่างๆ หายเร็วขึ้น ป้องกันการเป็นหมัน



สังกะสี ร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์ สังกะสี ขึ้นได้เอง จำเป็นต้องบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารดังกล่าว แหล่งอาหารที่มีปริมาณ สังกะสี สูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง นมวัว นมแม่ หอยนางรม อาหารทะเล ธัญพืชและถั่วต่างๆ



ความต้องการสังกะสี ในแต่ละวัน (Daily RDAs For Zinc)
อายุ > 1 ปี ปริมาณแนะนำ 3 – 5 มิลลิกรัม/วัน
อายุ 1 –10 ปี ปริมาณแนะนำ 10 มิลลิกรัม/วัน
อายุ 11+ ปี ปริมาณแนะนำ 15 มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะตั้งครรภ์ ปริมาณที่แนะนำ 20 – 25 มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะให้นมบุตร ปริมาณที่แนะนำ 25 – 30 มิลลิกรัม/วัน

แม้ว่าร่างกายต้องการสังกะสีเพียงเล็กน้อย และได้เลือกบริโภคอาหารที่มีสังกะสีแล้วก็ตาม  แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ร่างกายได้รับ สังกะสีไม่เพียงพอ


  • การบริโภคอาหารที่มีสังกะสีน้อยเกินไป หรือบริโภคอาหารกลุ่มไฟเบอร์ แอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้การดูดซึมสังกะสีได้ลดลง






  • อายุที่มากขึ้น, หญิงตั้งครรภ์, คนที่ทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน, คนที่เป็นพิษสุราเรื้อรัง, ผิวหนังอักเสบ หรือ ตับแข็ง จำเป็นต้องได้รับสังกะสีมากขึ้น






  • คนที่เป็นโรคพันธุกรรม ที่ทำให้การดูดซึม สังกะสีไม่ดี คือโรคที่เรียกว่า Acrodermatitis Enteropathica ซึ่งมีอาการเป็นโรคผิวหนังอักเสบ และมีความผิดปกติทางจิตใจ




  • การขาดสังกะสีเป็นเวลานาน ในเด็กทำให้แคระแกรน ไม่เจริญเติบโต ,ผิวหนังอักเสบ ผื่นแดง พุพอง, การรับรู้รสน้อยลง, ซึมเศร้า, ตาบอดแสง, ผมร่วง, เล็บเปราะ ฯลฯ
    Continue reading...

    11/14/2554

    ทำไมร่างกายขาด Co-Enzyme Q10 ไม่ได้


    sponsored
    Co-Enzyme Q10 โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เป็นสารกึ่งวิตามินที่ละลาย ในไขมัน โดยจะพบที่ในเยื่อหุ้มของ mitochondria ที่ร่างกายเราสามารถสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่ปริมาณการสร้างลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ระบบต่างๆ ก็เสื่อมถอยลง ทำให้คนในวัยกลางคนมีโอกาสที่จะขาด Co-Enzyme Q10 เพราะตับอาจไม่สามารถสังเคราะห์ Co-Q10 ได้ในปริมาณเท่าเดิม สิ่งที่ตามมาจากการมี Co-Q10 ลดลง คือ ริ้วรอย ความเสื่อม ของระบบต่างๆ

    ร่างกายสามารถสร้าง Co-enzyme Q10 ได้จากการสกัดและสังเคราะห์ผ่านตับ จากการดูดซึมสารอาหาร ที่เราได้รับในแต่ละวัน โดยเก็บไว้ในเซลล์ ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเซลล์นี้มีอยู่มากในอวัยวะที่ต้องทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง เช่น หัวใจ สมอง ตับ ไต และกล้ามเนื้อ อีกทั้ง Co-enzyme Q10 เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ปกป้องเซลล์จากการทำร้ายของอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของเซลล์ เช่น โรคหัวใจ ข้อเสื่อม อัมพาต



    อาหารที่พบว่า มี Co-enzyme Q10 ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เครื่องในสัตว์ เฉพาะส่วนหัวใจ และตับ ในพืชจะพบได้ใน ถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง



    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางการแพทย์จะมีการใช้ โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ในการป้องกันโรคหัวใจ เพราะมีการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สามารถช่วยยับยั้ง ไม่ให้คอเลสเตอรอลจับตัวเป็นก้อนแข็งในหลอดเลือด จึงช่วยลดปัญหาหลอดเลือดแข็ง และอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้ด้วย
    Continue reading...

    10/18/2554

    อายุยืนด้วย ไลโคปีน Lycopene Benefits





    tomato on 2livehealthy blogspot

    ไลโคปีน (Lycopene) จัดเป็นสารประกอบในกลุ่ม แคโรทีนอยด์ ที่พบได้ในผักและผลไม้ เช่น แตงโม, มะละกอ และ พบมาก ในมะเขือเทศ มีฤทธิ์ต่อต้าน อนุมูลอิสระ มากกว่าวิตามิ อี ถึง 100 เท่า จึงได้ผลดีมากในการที่ร่างกายได้รับสารไลโคปีนอย่างต่อเนื่อง


    ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัน ทำให้ผิวพรรณสดใส, ป้องกันการเสื่อมที่จะเกิดขึ้น และเป็นต้นเหตุของ โรคเบาหวาน, หัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคกระดูกพรุน และ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งปอด กระเพาะอาหาร ช่องปาก เต้านม ฯลฯ


    tomato sauce on 2livehealthy.blogspotการที่ร่างกายจะได้รับไลโคปีนได้ดีจำเป็นที่ต้องทานมะเขือเทศที่ผ่านความร้อน หรือ ทำให้สุก เพราะการยึดจับของไลโคปีน กับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ดีกว่า

    มะเขือเทศที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางอาหาร เช่น ซอสมะเขือเทศ หรือ อาหารที่ใช้มะเขือเทศปรุงแต่ง กลับพบว่ามีปริมาณไลโคปีนสูงกว่า และหากมีไขมันเล็กน้อย เช่นน้ำมันมะกอก จะทำให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น

    spagetti on 2livehealthy.blogspot

    Continue reading...

    10/16/2554

    ความสำคัญของเส้นใยอาหาร-Benefit of Fiber


    เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ (Fiber)จัดอยู่ในกลุ่มของ คาร์โบไฮเดรต ที่ลำไส้ไม่สามารถย่อยได้ และไม่ดูดซึม เข้าสู่ร่างกาย
    source of fiber
    ทั้งยังไม่ให้พลังงานให้แก่ร่างกาย แต่นับว่าเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นที่ร่างกายเราต้องได้รับเส้นใยอย่างเพียงพอในแต่ละวัน

    เพื่อให้ ระบบการทำงานของลำไส้เรา มีการเคลื่อนไหวและการบีบตัวของลำไส้ อย่างปกติ มีการขับถ่ายของเสียในลำไส้ออกไปอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

    นอกจากนี้ ในลำไส้ของมนุษย์เราจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่เรียกว่า ไมโครฟลอรา (Micro Flora) หรือ นอร์มอลฟลอรา (Normal Flora) และโดยเฉพาะ จุลินทรีย์ ที่เรารู้จักกัน คือ ไบฟีโดแบคทีเรี่ยม (Bifidobacterium) และแลคโตแบซิลลัส (Lactobacillus)


    ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ จึงเป็นผลดีและลดอัตราเสี่ยงอันเกิดจากการมีอาหารตกค้างสะสม
    เพราะการที่มีอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้นานเกินไปอาจส่งผลให้เกิดการเน่าเปื่อย รวมทั้งอาจมีสารพิษที่เกิดจากแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้ ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายของเราได้

    นอกจากนี้ความไม่สมดุลของระบบการทำงานในร่างกาย ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ได้ อย่างเช่นความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โรคลำไส้อักเสบ หรือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคเบาหวาน โรคความดันสูง โรคอ้วน


    ซึ่งเส้นใยอาหารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

    เส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ (Water-Soluble Fiber)

    มีลักษณะคล้ายวุ้น สามารถดูดจับไขมันและน้ำตาลไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงช่วยในการควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดได้ ประกอบไปด้วย กลุ่มของเพคตินกัมมิวซิเลจ

    เส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ (Water-Insoluble Fiber)

    เป็นเส้นใยอาหารที่มีมาจาก พืช ผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบการขับถ่ายของเสียและสารพิษต่างๆ ดีขึ้น ประกอบไปด้วยกลุ่มเส้นใยเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และ ลิกนิน
    Continue reading...

    6/16/2554

    Vitamins : Vitamin B1 วิตามินบี 1


    Vitamin B1 - วิตามิน บี1 หรือ Thiamine มีความสำคัญในการสร้างพลังงาน ช่วยในการแปลงคาร์โบไฮเดรต ให้เป็นพลังงาน

    beans

    รวมทั้งยังเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานของหัวใจ,กล้ามเนื้อและระบบประสาท การไม่ได้รับวิตามิน บี1 อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการเหนื่อยล้า และ ไม่แข็งแรง
    ความจำเป็นและประโยชน์ ของ วิตามิน บี1 Vitamin B1 ที่มีต่อร่างกายคือ
    • มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท ระบบย่อย หัวใจและกล้ามเนื้อ
    • ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
    • ช่วยแก้อาการเมาคลื่นและเมาอากาศ
    • ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตและรักษางูสวัดให้หายเร็วขึ้น
    • ช่วยให้แข็งแรง
    Vitamin B1 หรือ thiamine เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องรับประทานอาหารหรืออาหารเสริม มีคุณสมบัติพิเศษคือไม่มีพิษตกค้าง ถ้ามีมากเกินไป ร่างกายจะขับออกมาทันที
    food-source of Vitamin B1
    ปริมาณบริโภคที่เหมาะสม Vitamin B1 หรือ Thiamine
    • 1.2 มิลลิกรัม สำหรับ ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่
    • 1.1 มิลลิกรัมสำหรับผู้หญิง และ 1.5 มก. ถ้าให้นมบุตร
    • 0.6-0.9 มิลลิกรัม สำหรับเด็กๆ ต่อวัน 

    แหล่งผลไม้ ที่มีวิตามินบี1 
    • อะโวคาโด,สาเก,องุ่น,ส้มโอ,ฝรั่ง,มะม่วง,ส้ม,สับปะรด,ผลทับทิม,แตงโม


    ผักที่มีวิตามินบี1
    • หน่อไม้ฝรั่ง,กะหล่ำปลีเล็ก,ข้าวโพด,ถั่วเมล็ดแบน,มะเขือ,ถั่ว,มันฝรั่ง,สาหร่ายเกลียวทอง,มันฝรั่งหวาน,กระเจี๊ยบ


    วิตามินบี1 จากแหล่งอาหารประเภทเมล็ดถั่ว,ข้าวต่าง
    • เม็ดมะม่วงหิมพานต์,เม็ดเกาลัด,เฮเซลนัท,มะคาเดเมีย,ข้าวฟ่าง,ข้าวโอ๊ต,ถั่วลิสง,ถั่วพีแคน,ถั่วพิสตาชิโอ,ข้าวกล้อง,ข้าวสาลี


    วิตามินบี1 จากอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์
    • เนื้อวัว,วัวนม,ปลาดุก,ปลาแซลมอน,ปลาทูน่า,นมแพะ,เนื้อหมู,ถั่วเหลือง,นมถั่วเหลือง,โยเกิร์ต แคลอรี่ต่ำ,เป็ดอบ,เบคอน,ไส้กรอกหมู,ไก่


    ข้อมูลอ้างอิง
    www.wikipedia.org
    www.healthalternatives2000

    Continue reading...

    6/15/2554

    Vitamins : Vitamin A วิตามินเอ


    sponsored
    วิตามินเอ Vitamin A  ช่วยในส่วนของเซลล์สืบพันธุ์, ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
    Vitamin A ยังเป็นส่วนสำคัญสำหรับการสร้างฮอร์โมน, ช่วยในการมองเห็นและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูก, พัฒนาฟันและ ช่วยทำให้สุขภาพผิวดี, ผม  และยังพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัด




    การขาด Vitamin A อาจทำให้เกิดตาบอดกลางคืน, ผิวแห้ง, กระดูกและฟันไม่แข็งแรง


    วิตามินเอ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
    1. Proformed Vitamin A อยู่ในรูปแบบวิตามิน หรือ ที่เรียกว่า เรตินอล Retinol ได้มาจากเนื้อสัตว์ เช่น น้ำมันตับปลา
    2 Provitamin A กำลังจะเป็นวิตามินเอ หรือที่เรียกว่า แคโรทีน Carotene ได้มาจากผักสีต่างๆ แครอทฯลฯ  แคโรทีน เป็นสารที่เข้าร่างกายจึงได้รับการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ


    ปริมาณบริโภคต่อวัน ตามหน่วย I.U. (หน่วยอ้างอิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์แต่ละตัวเมื่อยาหรือวิตามินแตกตัวในร่างกาย  1 I.U. ของยา หรือ วิตามินแต่ละประเภท จะมีปริมาณสารออกฤทธิ์ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน )Vitamin A 1 I.U. =  0.3 ไมโครกรัมเรตินอล หรือ = 0.6 ไมโครกรัม เบต้าแคโรทีน


    10,000 IU / วัน (ที่ได้จากพืช) สำหรับผู้ใหญ่เพศชาย
    8,000 สำหรับผู้ใหญ่ผู้หญิง -- 12,000 ถ้าให้นมบุตร
    4,000 สำหรับ 1-3 วัยเด็ก
    5,000 สำหรับ 4-6 วัยเด็ก
    7,000 สำหรับเด็กวัย 7-10




    แหล่งที่มาของวิตามินเอ มาจากอาหารหลายประเภท เช่นผลไม้,ผัก,ถั่ว และ อาหารที่ได้จากสัตว์


    ผลไม้ส่วนใหญ่มีวิตามินเอ (Vitamin A) ส่วนผลไม้ที่มีปริมาณ วิตามินเอ มากเป็นพิเศษ - 
    แคนตาลูป,ส้มโอ,ฝรั่ง,มะม่วง,มะละกอ,เสาวรส,มะเขือเทศ,แตงโม 


    วิตามินจากผัก - 
    กะหล่ำบรัสเซล,แครอท,บรอคโคลี่,ผักกาดขาว,ผักคะน้า,ต้นกระเทียม,ฟักทอง,ผักขม,มันเทศ


    จากถั่วบางประเภท - 
    เม็ดเกาลัด,ถั่วพิสตาชิโอ


    จากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ - 
    เชดดาร์ชีส,ครีมชีส,น้ำนมโค,วิปปิ้งครีม,ไข่,ปลาทูน่า,นมแพะ,ชีสแพะ,ซาวครีม


    ผักตำลึง

    น้ำหนัก 100 กรัม
    18,608
    IU
    ยอดชะอม

    น้ำหนัก 100 กรัม
    10,066
    IU
    คะน้า

    น้ำหนัก 100 กรัม
    9,300
    IU
    แครอท

    น้ำหนัก 100 กรัม
    9,000
    IU
    ยอดกระถิน

    น้ำหนัก 100 กรัม
    7,883
    IU
    ผักโขม

    น้ำหนัก 100 กรัม
    7,200
    IU
    ฟักทอง

    น้ำหนัก 100 กรัม
    6,300
    IU
    มะม่วงสุก

    1 ผล(โดยเฉลี่ย)
    4,000
    IU
    บรอกโคลี

    1 หัว(โดยเฉลี่ย)
    3,150
    IU
    แคนตาลูบ

    น้ำหนัก 100 กรัม
    3,060
    IU
    แตงกวา

    1 กิโลกรัม

    1,750
    IU
    ผักกาดขาว

    น้ำหนัก 100 กรัม
    1,700
    IU
    มะละกอสุก

    1 ชิ้นยาว(โดยเฉลี่ย)
    1,500
    IU
    หน่อไม้ฝรั่ง

    น้ำหนัก 100 กรัม
    810
    IU
    มะเขือเทศ

    น้ำหนัก

    800
    IU
    พริกหวาน

    1 เม็ด(โดยเฉลี่ย)
    500-700
    IU
    แตงโม

    1 ชิ้นใหญ่

      700-1,000
    IU
    กระเจี๊ยบเขียว

    น้ำหนัก 100 กรัม
    470
    IU



    ข้อมูลอ้างอิง
    www.wikipedia.org
    www.healthalternatives2000
    Continue reading...
     

    To live healthy Copyright © 2009 Cosmetic Girl Designed by Ipietoon | In Collaboration with FIFA
    Girl Illustration Copyrighted to Dapino Colada